บวชพระ 1 แสนรูป :: Dhammakaya Foundation & Wat Phra Dhammakaya : World Peace through Inner Peace using Meditation Practice  
 

 

บวชพระ 1 แสนรูป

บวชพระ 1 แสนรูป

โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย

การบวช เป็นเพศภาวะเดียวที่รองรับอรหัตผลได้ อีกทั้งยังเป็นทางลัดที่เอื้ออำนวยต่อการทำความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ให้เกิดขึ้นกับตัวเองมากที่สุด เพราะต้องรักษาศีลมากถึง 227 ข้อ และมีสภาพที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรม ทำสมาธิเจริญภาวนา ทำให้ผู้บวชมีโอกาสบรรลุธรรมชั้นสูง จนหมดกิเลสเข้าถึงนิพพานได้ง่ายกว่าปุถุชนคนธรรมดา ดังนั้น พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย จึงปรารถนาให้ลูกหลานของตนได้บวช เพราะผู้บวชจะได้บุญอันมหาศาล ซึ่งบุญนี้จะส่งถึงท่านได้ ดังมีคำพูดที่ว่า “บวชให้แม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์”

โครงการอุปสมบทหมู่ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย เป็นโครงการที่พุทธบริษัท 4 ทั้งแผ่นดิน นำโดยคณะสงฆ์ทั่วประเทศรวมพลังกันจัดขึ้น พร้อมด้วยองค์กรพุทธ ตลอดจนหน่วยงานราชการ 30 กว่าองค์กรร่วมให้การสนับสนุน  และที่สำคัญโครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ที่เกิดขึ้นโดยดำริของพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย โครงการนี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม จนกลายมาเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญของชาติที่ชายไทยจากทุกสารทิศทั่วประเทศ พากันมาสมัครบวชเป็นจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา เพราะตั้งแต่เริ่มเปิดให้มีโครงการอุปสมบทหมู่ 7,000 รูป 7,000 ตำบลทั่วไทย เมื่อปี พ.ศ.2552 จากเดิมคาดว่าน่าจะมีผู้บวชแค่ 7,000 คน แต่กลับมีชายไทยสนใจมาสมัครบวชมากถึง 10,685 คน ซึ่งเกินกว่าที่คาดหมายไว้มาก

นับจากนั้น จึงทำให้พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ดำริทำโครงการอุปสมบทหมู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกระแสการตอบรับโดยใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการบวชพระ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย” ซึ่งในแต่ละปีจะจัดทำโครงการทั้งหมด 2 รุ่น คือ รุ่นภาคฤดูร้อน และรุ่นเข้าพรรษา

โครงการนี้ทำให้วงการคณะสงฆ์ องค์กรภาคี ชายไทยทั้งแผ่นดิน รวมถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้บวช ต่างปลื้มปีติและเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นโครงการที่จะต้องจัดให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งย้อนยุคพุทธกาล

“อย่าให้คนที่รักเราต้องรอคอยชั่วชีวิต บวช คือ คำตอบสุดท้ายของลูกผู้ชายที่ต้องการทดแทนคุณ”

บวชเพื่ออะไร ?

คำถาม – คำตอบ เกี่ยวกับการบวช

1. ใครทำโครงการนี้ และทำไปเพื่ออะไร ?

โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก ที่เกิดขึ้นโดยดำริของพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย เพื่อรวมพลังพุทธบริษัท 4 ทั้งแผ่นดิน ช่วยกันฟื้นฟูประเพณีการบวช และสร้างศาสนทายาทเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา โดยวัดพระธรรมกายทำหน้าที่ประสานงานอำนวยความสะดวกให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

สืบเนื่องมาจากการที่พระเทพญาณมหามุนี ได้รับทราบข้อมูลจากพระเถระผู้ใหญ่ว่า ปัจจุบันนี้วัดต่างๆ มีผู้มาบวชจำพรรษาน้อยลงมาก ขนาดพระอารามหลวงในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งแต่ก่อนเคยมีผู้บวชจำพรรษาปีละ 40 – 50 รูป ปีนี้มีผู้เข้ามาบวชจำพรรษาเพียงแค่ 1 – 2 รูป บางวัดก็ไม่มีเลยแม้แต่รูปเดียว ทั้งๆที่ประชากรที่อยู่รายรอบวัดในเขตกรุงเทพฯ มีมากถึง 10 ล้านกว่าคน ตรงจุดนี้แสดงให้เห็นว่า ธรรมเนียมที่ชายไทยจะต้องบวชให้ได้อย่างน้อย 1 พรรษา เมื่ออายุครบกำหนดบวชเริ่มเลือนรางหายไป มิหนำซ้ำยังพบว่า จากสถิติที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสำรวจ ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2552 พบว่าในประเทศไทยมีวัดร้างถึง 5,937 วัด อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนน่าเป็นห่วงสถานการณ์ของพระพุทธศาสนา เพราะปัญหาสังคมกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้ชัดจากปัญหาศีลธรรมที่เสื่อมลง อย่างเมื่อเร็วๆนี้ ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ลงเรื่องโจรบุกวัดตัดเศียรพระพุทธรูปไปขายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลงมือกระทำอย่างอุกอาจไม่กลัวบาปกรรม หรือแม้กระทั่งปัญหาการรุกที่วัดในเขตภาคใต้ แล้วขุดดินในเขตสงฆ์ไปขาย หรือปัญหาอบายมุข ทั้งๆที่ประเทศเราเป็นเมืองพุทธแท้ๆ แต่กลับมีสถิติการดื่มเหล้ามากเป็นอันดับต้นๆของโลก ตลอดจนปัญหาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็คือ ปัญหาครอบครัวแตกแยก ลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ปัญหาโจรผู้ร้าย ปัญหาความไม่สงบในบ้านเมือง อาชญากรรม ยาเสพติดต่างๆนานา แต่ในขณะที่ปัญหาสังคมกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นและสังคมก็กำลังโหยหาธรรมะอย่างยิ่ง แต่จำนวนพระภิกษุผู้จะทำหน้าที่สอนศีลธรรมแก่ประชาชนกลับลดลงไปทุกที

เมื่อปัญหาศีลธรรมภายในประเทศเข้าขั้นวิกฤตถึงขนาดนี้แล้ว เราในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง จะมัวมานั่งบ่นรำพึงรำพันไปวันๆหนึ่ง ก็คงจะไม่เกิดอะไรดีขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะหันมาช่วยกันฟื้นฟูศีลธรรมภายในประเทศให้เจริญรุ่งเรืองและขยายไปสู่สังคมโลกในที่สุด ซึ่งโครงการอุปสมบทหมู่ ก็คือ โครงการหนึ่งที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงประเด็นที่สุด

2. ทำไมต้องบวชตั้ง 100,000 รูป มากเกินไปหรือเปล่า ?

เราทราบไหมว่าหมู่บ้านในประเทศไทยมีเท่าไร ? ประเทศไทยมีหมู่บ้าน 80,000 กว่าหมู่บ้าน หากต้องการให้กระแสศีลธรรมถูกฟื้นฟูขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย เบื้องต้นเราขอตัวแทนหมู่บ้านละ 1 คน แต่บางหมู่บ้านอาจจะส่งมา 2 คน รวมแล้วก็จะเท่ากับ 100,000 คน จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการบวชพระ 100,000 รูป ทุกหมู่บ้านทั่วไทย

3. บวชกันมากขนาดนี้ มีการวางแผนตั้งรับและจัดระบบกันอย่างไร ?

การอบรมในครั้งนี้ นอกจากจะจัดอบรมที่วัดพระธรรมกายแล้ว ยังจัดอบรมในวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกตามภูมิลำเนาของผู้อยู่ใกล้ เนื่องจากโครงการนี้ พระผู้ใหญ่จากวัดต่างๆทั่วสังฆมณฑล ท่านยินดีเปิดวัดของท่านเป็นสถานที่จัดอบรมกว่า 500 วัดทั่วประเทศ เพราะท่านอุทิศชีวิตมาบวชในพระพุทธศาสนา หยัดสู้ ยอมเหนื่อยถึงขนาดนี้ ก็หวังจะเห็นความเจริญของพระพุทธศาสนา อยากจะฟื้นฟูศีลธรรมโลก ดำรงพระพุทธศาสนาให้อยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยสืบไป ท่านจึงได้ส่งตัวแทนพระพี่เลี้ยงมาเข้าร่วมประชุมสัมมนาวางแผนระบบการตั้งรับด้วยกัน อีกทั้งทางโครงการยังเปิดรับสมัครธรรมทายาทผู้เคยผ่านการอุปสมบทมาแล้ว ให้กลับมาบวชใหม่ เพื่อฝึกอบรมเตรียมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพระพี่เลี้ยงในโครงการอีกด้วย ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะเป็นมาตรฐานและหลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ เพราะจะมีการถ่ายทอดสดการอบรมเทศน์สอนจากพระเถระผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม โดยผ่านทีวีดาวเทียมกระจายไปอย่างทั่วถึงพร้อมกันทั่วประเทศ

4. อยากบวชเอง เดี่ยวๆ แบบเงียบๆ สงบๆ มากกว่ามาบวชเป็นแสน เพราะไม่อยากเจอความวุ่นวาย

การบวชเป็นหมู่คณะจะดีกว่าบวชเดี่ยวในกรณีที่ว่า พลังหมู่จะเสริมพลังเดี่ยว เหมือนเด็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียน แล้วไปบอกพ่อแม่ว่า “ผมไม่อยากไปโรงเรียนเพราะคนเยอะวุ่นวาย ขออ่านหนังสือสงบๆ นั่งอ่านคนเดียวเงียบๆอยู่ที่บ้านดีกว่า” สมมุติว่าพ่อแม่อนุญาต แล้วเราแอบย่องไปดูว่าเด็กคนนี้จะยอมนั่งอ่านหนังสือตลอดวัน วันละ 7 ชั่วโมง เหมือนอยู่ที่โรงเรียนหรือเปล่า ซึ่งเราจะพบว่าเด็กน้อยคนมากที่จะดูหนังสือเองได้วันละ 7 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ดูไปสักพักก็จะแอบนอน เล่นอินเทอร์เน็ต แอบแชท เล่นเกม หรือไม่ก็แอบหนีไปเที่ยว แต่เด็กที่ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนตามปกติ แน่นอนว่า เขาจะได้เรียนเต็มเวลา คือ 7 ชั่วโมง เพราะโรงเรียนมีกฎระเบียบ มีอาจารย์คอยดูแล มีเพื่อนมีพลังหมู่ช่วยเสริมพลังเดี่ยว การมาบวชเรียนธรรมะก็เหมือนกัน พลังหมู่จะทำให้เราสามารถลุกมาสวดมนต์ตั้งแต่ตี 4 นั่งสมาธิตรงเวลา ได้ศึกษาธรรมะที่มีหลักสูตรที่ถูกวางไว้เป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งการบวชครั้งนี้นับว่าโชคดีมาก เพราะผู้บวชจะได้เรียนรู้ธรรมะจากพระเถระผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมจากทั่วประเทศ ซึ่งการไปบวชเดี่ยวคนเดียว จะไม่ได้รับโอกาสอย่างนี้ ไหนๆ เราก็สละเวลามาบวชแล้ว การบวชครั้งหนึ่งในชีวิตก็น่าจะได้อะไรที่ดีที่สุดกลับไป

อีกประการหนึ่ง การบวช 100,000 รูป ครั้งนี้ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่คิด เพราะมีการจัดสรรเหมือนระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนทั่วประเทศ ที่แม้นักเรียนกว่า 13 ล้านคนต้องไปโรงเรียนพร้อมกันหมด ก็ทำได้อย่างเรียบร้อย เพราะแบ่งกันเรียนตามโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ในแต่ละโรงเรียนก็แบ่งเป็นห้องเรียนต่างๆ การบวชครั้งนี้ก็เหมือนกัน มีการกระจายกันบวชตามวัดในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ บางวัดก็อบรมกัน 100 รูป บางวัดก็ 200 รูป บางวัดก็ 500 รูป ตามสภาพความพร้อม ผู้บวชสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย แต่ถ้าใครชอบบวช เป็นหมู่คณะใหญ่มีคนมากๆ รู้สึกได้ประสบการณ์เยอะดี ก็มาอบรมที่วัดพระธรรมกาย เพราะสามารถรองรับการอบรมได้ถึง 10,000 –  50,000 รูป

5. บวชแสนรูป ได้บุญต่างจากบวชเองอย่างไร ?

การบวชพระแสนรูปเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และไม่ใช่สิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งคิดจะทำขึ้นมาก็ทำได้ ต้องเกิดจากการรวมพลังพุทธบริษัท 4 ทั้งแผ่นดินจึงจะสำเร็จ ซึ่งเมื่อทำสำเร็จแล้ว ก็จะส่งผลต่อความยั่งยืนของพระพุทธศาสนาให้ปักหลักอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยอย่างยืนยาว ผู้ที่บวชแสนรูปในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติประวัติชีวิตอันสูงสุด เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กอบกู้ฟื้นฟูศีลธรรมโลกให้หวนกลับคืนมา เพราะการบวชเองเดี่ยวๆ และรอวันเวลาให้มีพระนักปฏิบัติเกิดขึ้นทีละรูปสองรูป ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ผู้บวชในโครงการนี้จะได้บุญพิเศษกว่าการบวชเองแบบธรรมดาๆทั่วไป ซึ่งผลบุญจากการกอบกู้ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เข้มแข็ง และต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวนี้เอง จะเป็นทางลัดที่ย่นย่อภพชาติแห่งการเวียนว่ายตายเกิดให้ลดน้อยลง และในฐานะที่เป็นผู้องอาจในการยอยกพระพุทธศาสนาให้เฟื่องฟูรุ่งเรือง ก็จะมีอานิสงส์ทำให้ชีวิตไม่พบกับความตกต่ำ จะมีฤทธิ์

ไม่มีประมาณ เหมือนการประกอบเหตุของพระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา อีกทั้งการใช้ปัญญาพิจารณาตริตรองจนเห็นบุญที่จะเกิดแก่ตนเองแล้วรีบขวนขวายทำ ก็จะทำให้เป็นผู้มีปัญญามาก เมื่อบุญส่งผลถึงคราวจะบรรลุมรรคผลนิพพาน ก็บรรลุได้โดยง่าย

6. เคยบวชแล้ว ทำไมต้องบวชอีก ?

คำถามนี้ ก็คล้ายๆกับคำถามที่ว่า “เมื่อวานกินข้าวไปแล้ว ทำไมวันนี้ต้องกินอีก กินไปแล้วก็น่าจะพอแล้ว” ตรงนี้เราจะเห็นว่าร่างกายยังต้องการอาหารไปหล่อเลี้ยงให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ จิตใจก็เช่นกัน ย่อมต้องการบุญกุศลไปหล่อเลี้ยงให้ใจผ่องใสมีพลังอยู่เสมอ ในเมื่อภาวะปัจจุบันทำให้จิตใจต้องเจอกับปัญหาต่างๆนานาที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้สภาพจิตใจเสียความปกติไป ซึ่งเราจะเห็นได้จากอาการเครียด หงุดหงิด เศร้า วิตกกังวล หมดกำลังใจ จากนั้นก็ไปแสวงหาทางออกผิดๆ โดยที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วจิตใจต้องการธรรมโอสถเพื่อบำบัด ต้องการความสงบเพื่อคิดทบทวนตนเอง ฝึกฝนปฏิรูปตนเอง และเรียนรู้หลักธรรมในการดำเนินชีวิตเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งบุญกุศลจากการบวช นอกจากจะทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าขึ้น ยังส่งผลช่วยให้ชีวิตประณีตและมีความสุขมากขึ้น

7. ทำไมต้องบวช ในเมื่อทุกวันนี้ก็เป็นคนดี ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ?

ทำไมเราไม่เอาอย่างในหลวงของเรา พระองค์ก็ทรงเป็นคนดีอยู่แล้ว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม แต่พระองค์ก็ยังเสด็จออกผนวช หลายคนที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนดี อาจจะเข้าใจตามความคิดของตัวเอง อย่างเช่น ชายคนหนึ่งตั้งใจทำมาหากิน ตกเย็นก็ซื้อเหล้ามาดื่มบ้างเป็นครั้งคราว เขาก็ว่าเขาเป็นคนดีอยู่แล้ว แต่เรากลับเห็นอุบัติเหตุที่เกิดจากคนเมาขับรถชนคนตายบ่อยครั้งมาก เพราะชายคนดังกล่าวนี้เข้าใจไปเองว่าเขาเป็นคนดี แต่กลับทำให้คนในสังคมเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้คนในสังคมไทยผิดปกติไปมาก ติดอบายมุขบ้าง มีภรรยาหลายคนบ้าง แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นคนดี ไม่เชื่อลองไปถามเด็กเกเรดูสิว่า เขาเป็นคนดีไหม เขาก็จะบอกว่าเขาดีอยู่แล้ว เป็นตัวของตัวเอง เป็นเทรนด์สมัยใหม่ อย่างเด็กแว๊น เด็กสก๊อย เขาต้องการขับรถซิ่งเสียงดังกวนเมือง เขาก็จะบอกเราว่า เขาทำเสียงดังนิดหน่อย พวกผู้ใหญ่สมัยนี้หัวโบราณ ช่างไม่รู้เรื่อง แค่นี้ทำมาบ่น ช่างไม่มีความอดทน อย่างนี้จะมาสอนเด็กให้อดทนได้อย่างไร มันเป็นเทรนด์ใหม่ของสังคมวัยรุ่นสมัยใหม่ที่นิยมทำกัน หรือเด็กบางคนเล่นอินเทอร์เน็ต เเชททั้งคืน ติดเพื่อน ติดยา พอพ่อแม่ตักเตือนก็เถียงว่า ใครๆ เขาก็ทำกัน ก็ต้องถามว่า หากเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราอยากจะได้ลูกแบบนี้หรืออยากได้ลูกที่มาบวชเรียนแล้วกลายเป็นผู้ใหญ่ มีศีลมีธรรม มีเหตุมีผล

8. อยากบวชจริงๆ แต่ลางานไม่ได้ จะทำอย่างไร ?

สิ่งที่เจ้าของกิจการทุกคนอยากได้มากที่สุด คือ อะไร ? คำตอบ คือ ต้องการลูกน้องที่เป็นคนดี ไม่ขี้เหล้าเมายา รับผิดชอบ ขยัน สู้งาน ปฏิภาณไว ใจบริสุทธิ์ ไม่โกง มีคุณธรรม ดังนั้น หากอยากบวชจริงๆ ต้องเข้าไปอธิบายให้หัวหน้างานเข้าใจว่า เราอยากจะปรับปรุงตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเอาหลักธรรมมาใช้ หากอธิบายจนเจ้านายเข้าใจได้ เขาก็ต้องอนุญาตให้มาบวช เพราะอยากได้ลูกน้องดี ๆ หรือก็มีหลายคนเหมือนกันที่อยากบวชจริงๆ ลาออกจากงานมาเลยก็มี พอออกมาแล้ว เวลาบวชก็ตั้งใจปฏิบัติ จึงทำให้มีความรู้ในหลักธรรมเพิ่มขึ้น มีบุญในตัวเพิ่มขึ้น เมื่อบุญเพิ่มขึ้น หลังจากลาสิกขาแล้วก็เจอช่องทางทำมาหากินที่มีรายได้ดีกว่าเดิมมาก ถึงขั้นพลิกชีวิตไปเลยก็มี

9. บวชทำไม บวชแล้วดีอย่างไร ?

บวชเพื่อแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง และฝึกฝนอบรมตัวเองให้สมบูรณ์แบบตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับตนเองและพร้อมจะให้คนอื่นอาศัยเป็นที่พึ่ง อีกทั้งยังทำให้สามารถบรรลุธรรมในเบื้องต้นจนถึงเบื้องสูง มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสารในที่สุด ซึ่งหากไม่ บรรลุธรรมในชาตินี้ บุญกุศลอันมหาศาลจากการบวชย่อมไม่สูญเปล่า จะถูกสั่งสมไว้เป็นรากฐานแห่งการบรรลุธรรมในภพชาติต่อๆไป  และยังส่งผลให้เรามีความเจริญรุ่งเรืองในร่มเงาพระพุทธศาสนาไปนานถึง 64 กัป

10. ทุกวันนี้ก็ทดแทนคุณพ่อแม่ดีอยู่แล้ว ให้เงินและเลี้ยงดูท่านเป็นอย่างดี ทำไมต้องบวชให้ด้วย ?

บางคนเข้าใจว่า ถ้าจบการศึกษาไปแล้ว สามารถหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ได้เดือนละหมื่นสองหมื่น ก็ถือว่าทดแทนคุณท่านได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง เพียงเท่านี้ยังไม่ถือว่าเป็นการตอบแทนพระคุณท่านได้ทั้งหมด เกี่ยวกับการทดแทนพระคุณพ่อแม่นี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า แม้คนเราจะมีอำนาจสามารถสถาปนาพ่อเป็นจักรพรรดิ สถาปนาแม่เป็นจักรพรรดินี แล้วให้ครองราชย์อยู่ตลอดร้อยปีพันปี ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจแทนคุณท่านได้หมด เพราะอำนาจและทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถเอาไปได้ มีเพียงบุญกุศลเท่านั้นที่จะติดตัวไปได้ และการที่เราจะตอบแทนคุณท่านได้หมด ก็คือการที่เราสามารถชักชวนท่านให้มาทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งการบวชนั้น เป็นโอกาสดียิ่ง ในการชักนำให้ท่านได้มีโอกาสให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาไปกับเราด้วย และเป็นการทำตัวเราให้บริสุทธิ์ พ่อแม่ก็จะพลอยได้บุญกุศลกับเราด้วย เพราะความดีทุกอย่างที่เราทำล้วนแล้วแต่มีพ่อแม่เป็นต้นทุนทั้งนั้น เนื่องจากท่านให้กำนิดเรามา ดังที่โบราณกล่าวไว้ว่า พ่อแม่จะได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกขึ้นสวรรค์ และเวลาพ่อแม่จะละโลก ให้ท่านนึกถึงบุญกุศลที่เคยทำมา บางทีท่านก็นึกไม่ออก แต่พอให้นึกถึงงานบวชของลูกชาย ก็นึกได้เพราะจำได้แม่นยำ เพราะฉะนั้น การที่เราบวช ถือเป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน พ่อให้กำเนิดเรามา แม่อุ้มท้องเรามา 9 เดือน ท่านทั้งสองเลี้ยงดูส่งเสียให้เราได้เล่าเรียนหนังสือ เติบใหญ่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ท่านจะลำบากสักเพียงใด เราทำให้ท่านเพียงเท่านี้ ไม่ใช่เรื่องหนักหนาเลยสำหรับลูกผู้ชาย

11. ทำไมต้องโกนศีรษะ ถือศีล 8 และมีการอบรมกันก่อนบวช ให้บวชทันทีเลยไม่ได้หรือ ?

มีเหตุผล 3 ประการ คือ

  1. ในชีวิตประจำวัน คนจำนวนไม่น้อยแทบไม่ได้รักษาศีล 5 บางคนยังดื่มเหล้า บี้มด ตบยุงอยู่เลย ถ้าจะให้ไปถือศีล 227 ข้อในทันที อาจขาดความพร้อม ช่วงก่อนบวชจึงให้ฝึกรักษาศีล 8 เพื่อเป็นการปรับตัวก่อนระยะหนึ่ง
  2. การมีระยะเวลาอบรมช่วงก่อนบวช จะมีผลดีต่อผู้บวชเอง เพราะผู้บวชจะได้มีเวลาท่องจำบทสวดมนต์, คำขานนาค, คำขออุปสมบทซึ่งเป็นภาษาบาลีให้ได้ นอกจากนี้ยังได้ซ้อมพิธีบรรพชา ซ้อมพิธีบวช เพื่อให้การบวชของเราศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์แบบที่สุด
  3. ระยะเวลาอบรมก่อนบวชเป็นช่วงที่มีไว้เพื่อบ่มเพาะคุณธรรมให้พร้อมที่จะเป็นพระแท้อย่างแท้จริง การฝึกวินัย เคารพ อดทน และการนั่งสมาธิ จะทำให้เรามีความบริสุทธิ์บริบูรณ์เพียงพอ ซึ่งจะทำให้พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามา ตลอดจนญาติโยมกราบไหว้เราได้อย่างสนิทใจ

12. ระยะเวลาการอบรมนานเกินไปหรือเปล่า ?

ไม่นานเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับจากการบวช ซึ่งเราจะนำไปใช้ได้ชั่วชีวิต เพราะนิสัยที่ไม่ดีในตัวเรามีตั้งมากมาย จะเปลี่ยน จะปรับปรุง จะสร้างนิสัยใหม่ ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะนิสัยที่ดีๆ ให้เกิดขึ้นจนกลายมาเป็นนิสัยใหม่ของเรา

13. อบรมแล้วต้องอดข้าวเย็นด้วย กลัวทนไม่ได้

ในระหว่างบวช ในช่วงเย็น จะมีน้ำปานะให้ฉัน เช่น น้ำเต้าหู้ นมกล่อง น้ำผลไม้ ฯลฯ จากประสบการณ์การอบรมธรรมทายาทมาเป็นจำนวนมาก พบว่าสามารถปรับตัวกันได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะช่วงเย็นหลังจากสรงน้ำแล้ว กิจกรรมก็จะมีแต่ฟังธรรมะและนั่งสมาธิเท่านั้น ไม่ได้ออกแรงหรือใช้พลังงานอะไรมาก เพราะฉะนั้นฉันวันละ 2 มื้อก็เพียงพอแล้ว

14. การบวชสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนให้ดีขึ้นได้จริงหรือ ?

ถ้าเราได้บวช อย่างไรก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับว่าเราตั้งใจจริงแค่ไหน เพราะในการบวช เราจะได้เรียนรู้หลักธรรมจากพระอาจารย์ผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรม ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้อย่างดี เราจะเข้าใจว่าทำไมคนระดับไอน์สไตน์จึงยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา จะรู้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดยอดอย่างไร อีกทั้งจะได้ปฏิวัตินิสัยตัวเองครั้งใหญ่ เพราะในการอบรม เราจะได้ฝึกกิจวัตรกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นระบบระเบียบ ทำให้ธรรมะซึมซับไปสู่วิถีชีวิตของเราอย่างแท้จริง

15. กลัวความลำบาก จะทำอย่างไร ?

เคยลองถามผู้มาบวชรุ่นก่อนๆ ซึ่งเขาเป็นสุขุมาลชาติ ไม่เคยทำงานบ้านอะไรเลย ตื่นสิบโมง ตื่นเที่ยงประจำ แต่เขาก็สามารถอยู่ได้จนจบโครงการ อีกทั้งยังภูมิใจ ปลื้มใจตัวเอง พอลองไปถามเขาว่า ลำบากไหม เขาตอบว่า หากความลำบากเพียงแค่นี้เขายังทนไม่ได้ ต่อไปเขาจะไปทนอะไรได้ เพราะชีวิตในสังคมปัจจุบันต้องปากกัดตีนถีบมากกว่านี้หลายเท่า และเมื่อถามต่อไปว่า แล้วเคยคิดท้อไหม เขาตอบว่า หากเขาท้อแล้วสึกออกไปก่อนจบโครงการ เขาก็แทบจะไม่ได้อะไรเลย และจะติดเป็นนิสัย เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรต่อไปก็ไม่สำเร็จ ดังนั้น ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชายแล้ว ความลำบากเพียงแค่นี้ เราน่าจะไปลองทดสอบตัวเองดู อาจจะทำให้เราสามารถปรับปรุงตัวเองได้ดีขึ้น และได้รับประโยชน์จากการบวชครั้งนี้ไม่มากก็น้อย ทำให้รู้สึกเชื่อมั่นว่า ถ้าเรามีความตั้งใจอดทนในสิ่งที่อดทนได้ยาก สละในสิ่งที่สละได้ยาก ก็ย่อมจะได้รับสิ่งที่ได้มาโดยยากเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ไม่เห็นจะลำบากอะไรมากมาย การอบรมครั้งที่ผ่านๆมา ทุกคนก็ทำกันได้

16. บวชแล้วได้บุญจริงหรือ คุ้มไหมกับการเสียเวลา ?

ทั้งจริง ทั้งคุ้ม เพราะบุญบวชเป็นบุญใหญ่ที่สามารถปิดนรกเปิดสวรรค์ให้กับผู้บวช หากตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็จะได้บุญอันจะนับจะประมาณมิได้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสว่า “ถึงแม้จะมีผู้วิเศษเก็บดอกไม้จากป่าหิมพานต์ แล้วนำมาบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 1,000 พระองค์ กระทำดังนี้ทุกวัน ผลบุญจากการบูชานั้นก็ไม่เท่าผลบุญจากการบวชเป็นพุทธบูชาในพระพุทธศาสนา” (ที่มา: การบวชในพระพุทธศาสนา พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

นอกจากนี้ การบวชยังส่งผลให้เราได้เกิดในร่มเงาพระศาสนาเป็นเวลายาวนานถึง 64 กัป ผู้ที่สนับสนุนการบวชก็ได้บุญด้วยหลายกัป (เวลา 1 กัป เป็นเวลาที่ยาวนานมาก สมมติว่า มีขุนเขากว้างใหญ่ สูง 1 โยชน์ กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ (1โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) ทุกๆ 100 ปี มีเทวดานำผ้าบางเบาเหมือนควันไฟมาลูบขุนเขานั้นครั้งหนึ่ง จนขุนเขานั้นสึกลงมาราบเสมอกับพื้นดิน ระยะเวลานี้เท่ากับ 1 กัป)

17. บวชเมื่อไรก็เหมือนกัน เอาไว้พร้อมแล้วค่อยบวชก็ได้จริงหรือ ?

ไม่มีใครรับรองได้ว่าเราจะมีชีวิตยืนยาวแค่ไหน ยิ่งพ่อแม่ของเราท่านก็อายุมากแล้ว ก็ไม่แน่ว่าใครจะไปก่อนใคร ถ้าบวชได้ก็บวชตอนนี้เลย ไม่ควรประมาท อีกประการหนึ่ง คราวหน้าจะได้บวชจริงหรือ ไม่บวชตอนนี้อาจจะพลาดโอกาสไม่ได้บวชเลยก็ได้ และที่สำคัญยิ่งบวชเร็ว ก็ยิ่งได้ประโยชน์เร็ว

 

บทความอื่นๆในหมวดนี้