สยบไสยเวท...วัวธนู, นะหน้าทอง, เล่นแร่แปรธาตุ :: Dhammakaya Foundation & Wat Phra Dhammakaya : World Peace through Inner Peace using Meditation Practice  
 

 

สยบไสยเวท...วัวธนู, นะหน้าทอง, เล่นแร่แปรธาตุ

สยบไสยเวท...วัวธนู, นะหน้าทอง, เล่นแร่แปรธาตุ

พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เป็นผู้มีอัธยาศัยรักในการศึกษามาก หลังจากบวชแล้ว ท่านก็เอาจริงเอาจังกับการศึกษาทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ อีกทั้งยังแสวงหาความรู้แทบทุกแขนง กล่าวคือ วิชาไหนที่ใครว่าดี ท่านก็จะไปศึกษาค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นวิชาแพทย์แผนโบราณ, วิชาโหราศาสตร์, วิชาวิทยาธร, ไสยเวท หรือแม้แต่วิชาเล่นแร่แปรธาตุ ทำทองแดงให้กลายเป็นทองคำ หลวงปู่วัดปากน้ำก็ทำได้ ซึ่งท่านบอกว่า สูตรของท่านเอามาจากพรหมโลก ที่หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวเช่นนี้ เนื่องจากครั้งหนึ่ง มีพระที่เล่นแร่แปรธาตุมาหาท่านแล้วเล่าว่า สมัยของปู่ของปู่ของปู่ ได้ลองเล่นแร่แปรธาตุมาแล้ว แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จสักที จึงสรุปเขียนใส่ไว้ในใบลานว่า “กูชื่อไอ้ทองแดง เท่าปีกริ้น ปีกยุง ยังไงกูก็ไม่เป็นทองคำ” หมายความว่า แม้ทองแดงปริมาณเพียงแค่ขนาดเท่าปีกของตัวริ้น หรือเท่าขนาดปีกของยุง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นทองคำได้ ไม่ว่าจะเอามาทำอย่างไร

เมื่อได้รับฟังเช่นนี้ หลวงปู่วัดปากน้ำก็กล่าวว่า แต่สูตรของท่านนั้น นำมาจากพรหมโลก จากนั้นท่านก็ลองวิชาเล่นแร่แปรธาตุ เปลี่ยนทองแดงให้เป็นทองคำ ผลปรากฏว่าท่านสามารถทำได้จริงๆ จนโยมแผ้วและหลวงพ่อวัดลำพญา (สมัยนั้นเป็นเด็กวัด อายุเพียง 12 ปี) ดูแล้วก็พากันนั่งหัวเราะ หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวว่า “แผ้ว...เอ็งดูนะ หลวงพ่อทำได้แล้ว นี่ถ้าอยู่ทางโลกก็รวยทีเดียว” แต่เมื่อท่านทำได้แล้ว ท่านก็เลิก ทั้งนี้เพราะ ท่านต้องการเพียงพิสูจน์ว่าทำได้เท่านั้น

สิ่งที่น่าทึ่งมากไปกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำจะศึกษาวิชาใด ท่านก็สามารถไปถึงที่สุดของวิชานั้นได้ ไม่ว่าครูที่สอนท่านจะทำได้แบบไหน หลวงปู่วัดปากน้ำก็สามารถทำได้แบบนั้น แต่สุดท้ายเมื่อท่านค้นพบวิชชาธรรมกาย ซึ่งเป็นวิชชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็เลิกวิชาเหล่านั้นทั้งหมด หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวว่า “วิชาพวกนี้สู้วิชชาของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า วิชาพวกนี้เป็นเดรัจฉานวิชา คือ เรียนแล้วยังติดข้องอยู่ในอบาย”

หลวงพ่อวัดลำพญาได้เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับการแสดงฤทธิ์ทางด้านไสยเวทของหลวงปู่วัดปากน้ำไว้ว่า ในสมัยที่ตัวท่านเป็นเด็กวัด อายุ 12 ปี ท่านมีหน้าที่ช่วยหลวงปู่วัดปากน้ำรับแขก วันหนึ่งมีพระธุดงค์ห่มจีวรสีกรัก 3 รูป เดินออกมาจากป่า มาขอเรียนวิชาไสยเวทจากหลวงปู่วัดปากน้ำ และขอร้องให้ท่านแสดงวิชาให้ดู หลวงปู่วัดปากน้ำจึงปั้นตุ๊กตาดินเหนียว 2 ตัว วางไว้ห่างๆกัน สำหรับวิชานี้ตามปกติแล้ว เมื่อผู้เชี่ยวชาญในวิชาไสยเวททั่วๆไปปั้นตุ๊กตาดินเหนียวเสร็จ จะต้องท่องคาถาหรือเสกก่อนตุ๊กตาจึงจะขยับได้ แต่เมื่อหลวงปู่วัดปากน้ำปั้นตุ๊กตาเสร็จ ท่านก็แค่มองดูเฉยๆโดยไม่ต้องเสกไม่ต้องเป่า แต่จู่ๆตุ๊กตาดินเหนียวนั้นก็วิ่งพุ่งเข้ากันทันที แล้วหลวงปู่วัดปากน้ำก็แสดงวิธีทำ “วัวธนู” ให้ดู โดยเอาตอกจากโรงครัวมาจักสานเป็นวัวธนู ทันทีที่ทำเสร็จ วัวธนูนั้นก็ขยับทำท่าจะบินได้ หลวงปู่วัดปากน้ำบอกว่า ถ้าเป่าพรวดเดียวก็บินไปทันที

ภาพตัวอย่าง: วัวธนู

จากนั้น หลวงปู่วัดปากน้ำก็แสดงการทำ “นะหน้าทอง” ซึ่งหลักการของวิชานี้ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้แผ่นทองคำเปลวเข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์ ส่วนใหญ่ ผู้ที่มีวิชานี้จะเสกทองคำเปลวให้ไปอยู่ที่กระหม่อมและตามส่วนต่างๆของใบหน้า ซึ่งพอเสกเข้าไปแล้ว แผ่นทองคำเปลวนี้จะอยู่ในร่างกายไปจนกระทั่งตาย เชื่อกันว่าเป็นการทำให้มีเมตตามหานิยม กรรมวิธีก็คือ จะเอาแผ่นทองคำเปลวแปะลงบนใบหน้าของผู้ที่ต้องการจะทำซึ่งทาน้ำมันเอาไว้ จากนั้นก็จะร่ายมนต์ เสกคาถา คลึงจนแผ่นทองคำเปลวเข้าไปแปะอยู่ในกะโหลก แต่ถ้าผู้ที่มีอาคมแก่กล้ากว่านั้นหน่อย เวลาแปะแผ่นทองคำเปลวแล้วก็ไม่ต้องคลึง แค่เสกคาถา แผ่นทองคำเปลวก็หายแวบเข้าไปในกะโหลก แต่ถ้าเป็นพวกที่มีอาคมแก่กล้าในระดับสูงๆ ก็แค่เอาแผ่นทองคำเปลวที่ยังไม่ได้นำกระดาษหุ้มออก วางไว้ที่มือตามจำนวนที่ต้องการ แล้วเสกคาถา เป่าพ่วงเดียว แผ่นทองคำเปลวทั้งหมดก็จะเข้าไปในร่างกายทันที หรือถ้าเป็นพวกที่อาคมแก่กล้าระดับแนวหน้า พวกนี้จะสามารถเสกแผ่นทองคำเปลวให้เข้าไปติดที่กระหม่อมของทารกในครรภ์มารดาได้เลย เมื่อเด็กคลอดออกมาก็จะมีทองติดกะโหลกมาตั้งแต่เกิด และจะติดไปจนตาย เวลาเอาศพไปเผา กะโหลกก็จะไม่ไหม้ แต่กลับเป็นสีทองผ่องอำพันอย่างน่าอัศจรรย์

แต่สำหรับการทำนะหน้าทองของหลวงปู่วัดปากน้ำนั้น ไม่ต้องใช้แผ่นทองคำเปลวเลยสักแผ่น ท่านให้หลวงพ่อวัดลำพญา (ในสมัยนั้นยังเป็นเด็กวัด) ไปเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ตากไว้ที่ราวมาให้ จากนั้นท่านก็เอาผ้าอาบน้ำฝนลูบขึ้นไปบนใบหน้าของท่าน พอเอาผ้าออก ปรากฏว่าหน้าของหลวงปู่วัดปากน้ำกลายเป็นทองคำ สุกปลั่งไปทั้งใบหน้า และเมื่อท่านเอาผ้าลูบลง หน้าทองนั้นก็หายไป เมื่อพระธุดงค์ทั้ง 3 รูปเห็นหลวงปู่วัดปากน้ำสามารถทำนะน้าทองได้โดยไม่ต้องใช้แผ่นทองคำเปลวเหมือนบรรดาผู้มีวิชาไสยเวทคนอื่นๆ ก็พากันตกตะลึงด้วยความอัศจรรย์ใจ รีบก้มลงกราบหลวงปู่วัดปากน้ำกันยกใหญ่เพื่อขอเรียนวิชา แต่หลวงปู่วัดปากน้ำไม่สอนให้ ท่านกล่าวว่า “อย่าเลย...เรียนแล้วมันไปเพิ่มกิเลส ไม่ใช่วิชชาของพระพุทธเจ้า เรียนแล้วก็ไปนิพพานไม่ได้ แต่สัมมาอะระหัง นี่สิ เป็นทางมรรคผล เพราะไปนิพพานได้”

ภาพตัวอย่าง: การทำนะหน้าทอง

แม้หลวงปู่วัดปากน้ำจะกล่าวเช่นนั้น แต่เมื่อหลวงพ่อวัดลำพญา (ยังเป็นเด็กวัดอายุ 12 ปี) ได้เห็นหลวงปู่วัดปากน้ำสามารถแสดงวิชาไสยเวทได้ถึงขนาดนั้น ท่านก็อยากจะที่เรียนอยู่ดี จึงพยายามเอาอกเอาใจประจบประแจงบีบนวดหลวงปู่วัดปากน้ำ เพื่อขอให้ช่วยสอนให้ แต่หลวงปู่วัดปากน้ำก็ไม่ใจอ่อน กลับบอกว่า “วิชานี้มันมีกิเลส ข้าจะให้เอ็งเป็นสมภาร” ซึ่งตรงนี้หลวงพ่อวัดลำพญาได้เล่าว่า “ตอนนั้น ความคิดที่จะบวชยังไม่มีเลย เพราะคิดแต่อยากจะมีเมีย ซึ่งพอเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำแสดงนะหน้าทอง ก็เลยอยากจะเรียนกับท่าน เพราะคิดว่า เราจะได้เป็นขุนแผนก็คราวนี้แหละ” แต่ในที่สุด ญาณทัสสนะของหลวงปู่วัดปากน้ำก็แม่ยำเหนือความคาดหมาย เพราะในเวลาต่อมา หลวงพ่อวัดลำพญาก็ได้มาบวชและได้เป็นสมภาร ตรงตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำกล่าวไว้ทุกประการ

เกี่ยวกับเรื่องที่หลวงปู่วัดปากน้ำสยบไสยเวทนี้ ลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมี (ในอดีตเคยบวชเป็นเณรอยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำ) ได้เล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีคนพาคนทรงผู้หนึ่งมาขอให้หลวงปู่วัดปากน้ำช่วยชีวิต เนื่องจากคู่อริของคนทรงคนนี้ ไปจ้างพวกมีอาคมแก่ๆทำคุณไสยไล่ฆ่ามา ขณะที่คนทรงกำลังอยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำนั้น จู่ๆก็มีหุ่นขี้ผึ้งลอยพุ่งมาจากหน้าต่าง ตรงดิ่งเข้าหาคนทรงผู้นั้น ทำให้เขาตกใจร้องลั่น เมื่อหลวงปู่วัดปากน้ำเห็นดังนั้น ท่านจึงเอาแก้วน้ำมาครอบหุ่นขี้ผึ้งนั้นไว้ และด้วยอานุภาพของหลวงปู่วัดปากน้ำ หุ่นขี้ผึ้งก็เสื่อมฤทธิ์หายวับไปกับตา กลายเป็นอากาศธาตุไปในทันที

อ้างอิง: อานุภาพหลวงปู่...ยุคต้นวิชชา (วันที่พิมพ์: 1 เมษายน พ.ศ.2555)

บทความที่เกี่ยวข้อง:

บทความอื่นๆในหมวดนี้

 



Warning: session_write_close(): Failed to write session data using user defined save handler. (session.save_path: /opt/lampp/temp/) in Unknown on line 0