ธรรมชาติประจำสรีระ ตอนที่ 2 :: Dhammakaya Foundation & Wat Phra Dhammakaya : World Peace through Inner Peace using Meditation Practice  
 

 

ธรรมชาติประจำสรีระ ตอนที่ 2

มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ 4 แต่ธาตุ 4 ที่ประกอบมาเป็นตัวของมนุษย์นั้นไม่บริสุทธิ์ มีการตายของเซลล์ภายในตัวอยู่ตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาธาตุ 4 จากภายนอกมาเติมเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ แต่ธาตุ 4 ที่นำมาเติมนั้นก็ไม่บริสุทธิ์เช่นกัน การตายของเซลล์ภายในตัวจึงยังดำเนินต่อไป มนุษย์จึงต้องหาธาตุ 4 มาเติมอยู่เรื่อยๆ

ธรรมชาติประจำสรีระของมนุษย์มี 10 ประการ คือ

  1. ความหนาว
  2. ความร้อน
  3. ความหิว
  4. ความกระหาย
  5. ความปวดอุจจาระ
  6. ความปวดปัสสาวะ
  7. ความสำรวมกาย
  8. ความสำรวมวาจา
  9. ความสำรวมอาชีพ
  10. ธรรมเป็นเครื่องปรุงแต่ภพ เป็นเหตุให้เกิดภพใหม่

ก่อนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงสังเกตถึงธรรมชาติประจำสรีระ 6 ประการแรกดังที่กล่าวมาแล้วนี้อย่างละเอียด เพราะฉะนั้น แม้จะทรงประทับอยู่ในวัง 3 ฤดู พระองค์ก็ทรงอึดอัดขัดข้องพระทัยว่า มีสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ทรงทราบว่าจะต้องทำอย่างไร วันหนึ่งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเสด็จประพาสพระราชอุทยานโดยรถพระที่นั่ง ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่, คนเจ็บ, คนตาย และสมณะ จึงทรงเบื่อหน่ายในกามสุข ตั้งแต่ได้ทรงเห็นคนแก่ เป็นลำดับ ทรงหยั่งเห็นความแก่ ความเจ็บ และความตาย ครอบงำมนุษย์ทุกคน ไม่อาจล่วงพ้นไปได้ ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยสละทุกสิ่ง เสด็จออกจากวังเพื่อแสวงหาโมกขธรรม

ถ้าเราอ่านพุทธประวัติแบบผ่านๆไป เราอาจสงสัยว่า ทำไมเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในวังอย่างสุขสบาย จึงทรงหนีออกจากวัง หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งก็จะพบว่าในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยอาการ 6 ประการดังที่กล่าวมาแล้ว (ความหนาว, ความร้อน, ความหิว, ความกระหาย, ความปวดอุจจาระ, ความปวดปัสสาวะ) ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงสร้างบารมีมานับอสงไขยภพ - อสงไขยชาติไม่ถ้วน สติสัมปชัญญะของพระองค์บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย พระองค์ทรงสังเกตได้ชัดเจน ส่วนพวกเรานั้นสังเกตบ้างไม่สังเกตบ้าง จึงมองไม่เห็น พอรู้สึกหนาวก็หาผ้าห่มมาบรรเทาให้อบอุ่น พอรู้สึกหิวก็ไปหาอะไรกิน พอกระหายก็ไปหาอะไรดื่ม ปวดหนักปวดเบาก็ไปขับถ่าย ซึ่งเป็นแค่เพียงแก้อาการได้ชั่วคราวเท่านั้น เราไม่มีปัญญาที่จะเจาะลึกเข้าไปว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้

ทั้งนี้เป็นเพราะสติสัมปชัญญะของเราดีไม่พอ เนื่องจากเราไม่ค่อยได้ฝึกเจริญสมาธิภาวนา มองย้อนกลับเข้ามาภายในตัว แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงสร้างบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทรงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พอที่จะมองสิ่งเหล่านี้ออกอย่างชัดแจ้ง จึงทรงอึดอัดขัดข้องพระทัยเรื่อยมา ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 จึงเหมือนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทรงตัดสินพระทัยที่จะออกบวช เพื่อหาทางแก้ไขให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นบุคคลพิเศษเพียงคนเดียวของโลก เมื่อแรกประสูติ ทรงดำเนินได้ 7 ก้าว นี้เป็นเรื่องจริง เพราะพระองค์ทรงฝึกสติสัมปชัญญะด้วยการเจริญสมาธิมายาวนานข้ามภพข้ามชาติ จึงทรงควบคุมพระองค์เองได้ ทำให้ทรงดำเนินได้เมื่อแรกประสูติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เพราะไม่ได้ฝึกสติสัมปชัญญะมายาวนานข้ามภพข้ามชาติเท่ากับพระองค์

เราลองพิจารณาดูว่า จะมีใครสักคนในโลกนี้ ที่ทันทีเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วจะมองเข้าไปข้างในตนเอง ส่วนมากก็มักจะมองหน้าคนอื่น เห็นแต่หน้าคนอื่นได้ชัด ไม่เคยเห็นหน้าตัวเองเลย อย่างมากก็เห็นแต่เพียงเงาหน้าในกระจกเท่านั้น เมื่อมองหน้าคนอื่นได้ชัด เราจึงมักจะวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ไม่ค่อยจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ดังนั้น หากเราหมั่นเอาใจมาเก็บไว้ข้างใน หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ แล้ววันหนึ่งจะได้เห็นหน้าตัวเองชัดๆ แล้วตอนนั้นเองจึงจะเป็นจุดแก้ไขตัวเองได้ ซึ่งการทึ่จะทำเช่นนี้ได้ก็จะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น

หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ได้ทรงชี้ให้เห็นว่า หากช่วงไหนที่คนเรามีความสำรวมกาย, ความสำรวมวาจา ช่วงนั้น ความหนาว, ความร้อน, ความหิว, ความกระหาย, ความปวดอุจจาระ, ความปวดปัสสาวะ จะน้อย แต่ถ้าไม่คอยควบคุมตัวเองให้ดี (ไม่สำรวมกาย) หรือพูดเพ้อเจ้อ นินทา (ไม่สำรวมวาจา) อาการทั้ง 6 ประการดังกล่าว จะมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะ เมื่อเราสำรวมกาย สำรวมวาจา เซลล์ในร่างกายจะตายน้อยกว่าปกติ กล่าวคือ น้อยกว่า 300 ล้านเซลล์ต่อนาที แต่ในทางกลับกัน เมื่อไหร่ที่คนเราไม่สวมรวมกาย ไม่สำรวมวาจา เซลล์ในร่างกายจะตายมากกว่าปกติ กล่าวคือ มากกว่า 300 ล้านเซลล์ต่อนาที

ตัวอย่างเช่น บางคนไม่สำรวมกาย ด้วยการไปดื่มเหล้า แม้เพียงอึกเดียว แต่อึกเดียวนั้น แอลกอฮอล์ก็ได้ผ่านเข้าไปในร่างกายแล้ว ตลอดทางนั้นไม่รู้ว่าเซลล์ตายเพิ่มขึ้นกว่าปกติไปอีกเท่าไหร่ ยิ่งถ้าดื่มในปริมาณที่มากขึ้น ลองคิดดูว่าผลจะเป็นอย่างไร อีกทั้งหากดื่มเหล้าเข้าไปแล้ว ยังไปทำตัวเกะกะอาละวาด ความทุกข์ต่างๆก็จะตามมา เนื่องจากเซลล์ในร่างกายจะตายเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้น ความหนาว, ความร้อนก็จะมาแบบพายุโหมกันเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ เริ่มมาจากธาตุ 4 ไม่บริสุทธิ์

โปรดติดตามในครั้งต่อไป...

เรียบเรียงจากรายการนานาเทศนา ตอน ศัตรูที่แท้จริง (ออกอากาศทาง DMC) พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อทัตตชีโว

บทความที่เกี่ยวข้อง:

บทความอื่นๆในหมวดนี้

 



Warning: session_write_close(): Failed to write session data using user defined save handler. (session.save_path: /opt/lampp/temp/) in Unknown on line 0