ความนำ
แม้พระพุทธศาสนาจะเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นเวลาเกือบพันปีแล้ว และแม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองที่สุดในโลก เพราะประชาชนเกือบทั้งประเทศเป็นพุทธศาสนิกชน ผู้ให้การทำนุบำรุง ตลอดจนปฏิบัติศาสนธรรม แต่ดูเหมือนว่าพุทธศาสนิกชนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับคำสอนอันเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสอนเกี่ยวกับเรื่อง “ธรรมกาย” ทั้งๆ ที่เรื่องนี้มีปรากฏหลักฐานทั้งในพระไตรปิฎก และคัมภีร์สำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทของเราหลายแห่ง กล่าวคือ
- ในพระไตรปิฎก ๔ แห่ง
- ในอรรถกถา ๒๘ แห่ง
- ในฎีกา ๗ แห่ง
- ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ๒ แห่ง
- ในวิสุทธิมรรคมหาฎีกา ๓ แห่ง
- ในคัมภีร์มิลินทปัญหา ๑ แห่ง
- ในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ๑ แห่ง
- ในหนังสือพระสมถวิปัสสนาแบบโบราณ ๑ แห่ง
นอกจากนี้ยังพบที่หลักศิลาจารึก ที่พบในประเทศไทยอีก ๓ แห่ง แต่ยังมีบางท่านคิดว่า “ธรรมกาย” เป็นลัทธิใหม่ ดังนั้นเราจึงควรมาศึกษาทำความเข้าใจเรื่อง “ธรรมกาย” กันให้ถูกต้องจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่หาได้ในปัจจุบัน
ธรรมกายคือกายแห่งการตรัสรู้ธรรม
มักจะมีผู้ตั้งคำถามเสมอว่า “ธรรมกาย” คืออะไร พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ทุ่มเทชีวิตศึกษาพระพุทธศาสนา ทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ จนกระทั่งเข้าถึง “ธรรมกาย” ในตัวเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๖๐ ณ อุโบสถวัดโบสถ์บน บางคูเวียง จังหวัดนนทบุรี หลังจากที่ท่านบวชเป็นพระภิกษุได้ ๑๒ ปี พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “ธรรมกาย” ไว้ใน พระธรรมเทศนาของท่านว่า “ธรรมกายคือกายภายในของพระพุทธเจ้า” (จากมรดกธรรม หน้า ๔๑)
พระเดชพระคุณหลวงปู่ให้คำจำกัดความเช่นนี้จากประสบการณ์การปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมกายภายในด้วยตนเอง ส่วนหลักฐานที่แสดงว่าธรรมกาย คือกายภายในของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาหลายแห่ง ดังนี้
๑. ในคัมภีร์ มงฺคลตฺถทีปนี (ปฐโม ภาโค) ข้อ ๘๘ หน้า ๙๕
มีข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระวักกลิ พระมหาสาวกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของพราหมณ์ชาวพระนครสาวัตถี เรียนจบไตรเพทตามลัทธิพราหมณ์ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ด้วยความอยากเห็นรูปโฉมของพระบรมศาสดา ครั้นบวชแล้วก็คอยติดตามดูพระองค์ตลอดเวลา จนไม่เป็นอันเจริญภาวนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรอเวลาให้อินทรีย์ของเธอแก่กล้า ครั้นแล้วก็ตรัสเตือนเธอว่า
กินฺเต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน ทิฎ?เ?น โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ ธมฺมํ หิ วกฺกลิ ปสฺสนฺโต มํ ปสฺสติ มํ ปสฺสนฺโต ธมฺมํ ปสฺสติ
แปลว่า วักกลิจะมีประโยชน์อะไรที่ได้เห็นกายเปื่อยเน่านี้ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม
พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำให้ความเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วพระดำรัสนี้น่าจะหมายความว่า
“ผู้ใดเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย ผู้นั้นได้ชื่อว่าเห็นเรา คือตถาคตนั่นเอง หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นคือ ผู้ใดเห็นธรรมกาย ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า”
(จากมรดกธรรมหน้า ๔๑)
เหตุที่ให้ความหมายเช่นนี้ ก็เพราะขณะนั้นพระวักกลิก็อยู่ใกล้ๆ กับพระพุทธองค์ พระวักกลิก็มีดวงตาเป็นปกติ ไม่ใช่ผู้มีดวงตาพิการ ย่อมจะสามารถมองเห็นกายของพระพุทธองค์ได้ถนัดชัดเจน แต่การที่พระพุทธองค์ตรัสเช่นนั้นย่อมมีนัยลึกซึ้งอยู่ จึงมีความหมายได้ว่า กายที่แลเห็นได้ด้วยตาธรรมดานั้น เป็นแค่เพียงเปลือกนอกของพระสิทธัตถะที่ออกบวช ซึ่งมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า “เรา”
ยิ่งกว่านั้นยังตรัสว่าเป็นกายที่เปื่อยเน่าด้วย นั่นคือกายพระสิทธัตถะที่ออกบวชเป็นกายที่เปื่อยเน่า จึงเป็นเพียงกายภายนอกและสันนิษฐานได้ว่า“เรา” หมายถึงกายภายใน ซึ่งไม่ใช่กายที่เปื่อยเน่าได้
ดังนั้นกายภายในคืออะไรเล่า ก็คือ “ธรรมกาย” นั่นเอง จะเห็นกายนี้ได้อย่างไร พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำตอบว่าไม่ยาก ถ้าได้บำเพ็ญภาวนาโดยวางใจได้ถูกส่วนแล้ว ท่านจะเห็นได้ด้วยตนเองคือ เห็นด้วย “ธรรมจักษุ” หรือพูดง่ายๆ ว่าตาธรรมกาย มิใช่ตาธรรมดา นั่นคือท่านต้องเจริญภาวนาจนบรรลุธรรมกายในตนเอง กลายเป็นผู้มี “ธรรมจักษุ” เสียก่อนและด้วยธรรมจักษุนี้ก็จะเห็นธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
๒. ในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก เล่ม ๒๕ ข้อ ๒๗๒ หน้า ๓๐๑ กล่าวว่า
โยชนสเต เจปิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิหเรยฺย โส จ โหติ อนภิชฌาลุ กา เมสุ น ติพฺพสาราโค อพยาปนฺนจิตฺโต อปฺปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป อุปฏฺฐตสติ สมฺปชาโน สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต สํวุตินฺทฺริโย อถ โข โส สนฺติเกว มยฺหํ อหญฺจ ตสฺสฯ ตํ กิสฺส เหตุ ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปสฺสติ ธมฺมํ ปสฺสนฺโต มํ ปสฺสตี ติฯ
มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สังฆาฏิสูตร ข้อ ๒๗๒ หน้า ๕๘๑ ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้ภิกษุนั้นอยู่ไกลตั้งร้อยโยชน์ แต่เธอไม่มีอภิชฌาคือความละโมบ ไม่มีความกำหนัดอันแรงกล้าในกามทั้งหลาย ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่งใจชั่วร้าย มีสติมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว สำรวมอินทรีย์โดยแท้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า อยู่ใกล้ชิดเราทีเดียว และเราก็อยู่ใกล้ชิดภิกษุนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะภิกษุนั้นย่อมเห็นธรรม เมื่อเห็นธรรมย่อมชื่อว่าเห็นเรา”
จากข้อความที่ยกมานี้มีประเด็นสำคัญที่อธิบายได้ดังนี้คือ
(๑) ภิกษุที่มีจิตตั้งมั่น มีจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวนั้น คือภิกษุที่เจริญวิปัสสนาภาวนาจนสามารถบรรลุวิปัสสนาญาณได้เป็นอย่างน้อย
(๒) ภิกษุที่สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงเช่นนั้นได้ ก็เพราะไม่โลภ ไม่ติดในกาม ไม่พยาบาท โดยสรุปก็คือ ละนิวรณ์ได้แล้ว จึงมีสติตั้งมั่น สามารถทำความเพียรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป นั่นคือสามารถบรรลุ “ธรรมกาย” ในตนเองจึงมี “ธรรมจักษุ” และด้วยธรรมจักษุนี้เองจึงสามารถมองเห็นธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(๓) ภิกษุที่มี “ธรรมจักษุ” แม้จะอยู่ห่างไกลแสนไกลจากพระพุทธองค์ก็สามารถเห็นพระพุทธองค์ (เห็นเรา) ได้ จึงได้ชื่อว่า อยู่ใกล้พระพุทธองค์โดยแท้
ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ธรรม” ใน “เห็นธรรม” จึงน่าจะเป็นรูปธรรม มิใช่นามธรรมที่หมายถึงพระธรรมคำสั่งสอนอันปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกปัจจุบัน แต่จะต้องเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย หรือเป็นธรรมขันธ์ที่สำเร็จด้วยการหักอาสวะกิเลสทั้งปวงจนสิ้น แล้วประกอบกันเป็นกายของพระพุทธองค์ นั่นคือ ธรรมกาย เป็นกายภายใน และจะสามารถเห็นได้เฉพาะผู้ที่มีธรรมจักษุ อันเกิดจากการเจริญวิปัสสนาภาวนาขั้นสูงเท่านั้น ข้อความในพระสูตรนี้จึงเป็นหลักฐานสนับสนุนคำจำกัดความที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำให้ไว้เป็นอย่างดี
๓. ในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อุทาน ปรมตฺถโชติกา มงฺคลสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๙๕ กล่าวว่า
ภคฺคราโค ภคฺคโทโส ภคฺคโมโห อนาสโว
ภคฺคาสฺส ปาปกา ธมฺมา ภควา เตน วุจฺจตีติ.ภาคฺยวตาย จสฺส สตปุญฺญลกฺขณธรสฺส รูปกายสมฺปตฺติ ทีปิตา โห ติ, ภคฺคโทสตายปิ ธมฺมกายสมฺปตติ. ตถา โลกิยสริกฺขกานํ พหุมตภาโว, คหฏฺฐปพฺพชิเตหิ อภิคมนียตา, อภิคตานญฺจ เนสํ กายจิตฺตทุกฺขาปนยเน ปฏิพลภาโว, ตถา อามิสทานธมฺมทาเนหิ อุปการิตา, โลกิยโลกุตฺตรสุเขหิ จ สํโยชนสมตฺถตา ทีปิตา โหติ.
[ข้อความคล้ายคลึงกับ วิสุทฺธิมคฺคปกรณ พุทฺธานุสฺสติกถา ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑ หน้า ๒๓๐]
มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย ขุทฺทกปาฐะ อรรถกถามงคลสูตร เล่ม ๓๙ หน้า ๑๔๙ ว่า
ทรงหักราคะ หักโทสะ หักโมหะ ไม่มีอาสวะ ทรงหักบาปธรรมได้แล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ภควา
ก็แล ความถึงพร้อมแห่งพระรูปกายของพระองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระบุญลักษณะนับร้อย เป็นอันท่านแสดงด้วยความที่ทรงมีภาคยะคือบุญ ความถึงพร้อมแห่งพระธรรมกาย เป็นอันท่านแสดงด้วยความที่ทรงหักโทสะได้แล้ว
[ข้อความคล้ายคลึงกับ ขุ. มหา. อรรถกถา ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทส เล่ม ๖๕ หน้า ๗๐๑]
จากข้อความที่ว่า “ความถึงพร้อมแห่งพระธรรมกาย เป็นอันท่านแสดงด้วยความที่ทรงหักโทสะ (เป็นต้น) ได้แล้ว” ย่อมชี้ให้เห็นว่า พระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นปรากฏขึ้น ก็เพราะทรงกำจัดอาสวะกิเลสในพระองค์ได้แล้วโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงเป็นกายที่เกิดใหม่ เป็นกายที่เป็นธรรมขันธ์ มิใช่กายที่เป็นเบญจขันธ์ ซึ่งเป็นเปลือกนอกของตถาคต ถ้าเช่นนั้น ธรรมกาย หรือธรรมขันธ์นี้ก็ย่อมจะซ้อนอยู่ภายในกายที่เป็นเบญจขันธ์อีกทีหนึ่ง ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้อธิบายไว้
๔. ในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกะ อรรถกถา ปรมตฺถทีปนี อคฺคปฺปสาทสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๒๐-๓๒๑ มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งกล่าวถึง ธรรมกาย ว่า
ปุริมสฺมึ จ อตฺเถ อคฺคสทฺเทน พุทฺธาทิรตนตฺตยํ วุจฺจติ เตสุ ภควา ตาว อสทิสฏฺเฐน คุณวิสิฏฺเฐน อสมสมฏฺเฐน จ อคฺโค. โส หิ มหาภินีหารํ ทสฺนฺนํ ปารมีนํ ปวิจยญฺจ อาทึ กตฺวา เตหิ โพธิสมฺภารคุเณหิ เจว พุทฺธคุเณหิ จ เสสชเนหิ อสทิโสติ อสทิสฏฺเฐน อคฺโค. เย จสฺส คุณา มหากรุณาทโย, เต เสสสตฺตานํ คุเณหิ วิสิฏฺฐาติ คุณวิสฏฺฐฏฺเฐนปิ สพฺพสตฺตุตฺตมตาย อคฺโค. เย ปน ปุริมกา สมฺมาสมฺพุทฺธา สพฺพสตฺเตหิ อสมา. เตหิ สทฺธึ อยเมว รูปกายคุเณหิ เจว ธมฺมกายคุเณหิ จ อสมสมฏฺเฐนปิ อคฺโค.
มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตกะ อรรถกถา ปสาทสูตร เล่ม ๔๕ หน้า ๕๕๙ ว่า
อนึ่งในความหมายอย่างก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นไว้ด้วย “อคฺค” ศัพท์
ในสัตว์โลกเหล่านั้น พระผู้มีพระมีพระภาคเจ้า ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐก่อน โดยหมายความว่าไม่มีผู้เปรียบโดยความหมายว่าเป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี และโดยความหมายว่าไม่มีผู้เสมอเหมือน
จริงอยู่พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ โดยความหมายว่าไม่มีผู้เปรียบเพราะทรงทำอภินิหารมามาก และการสั่งสมบารมี ๑๐ ประการมาเป็นเบื้องต้น จึงไม่เป็นเช่นกับคนทั้งหลายที่เหลือ เพราะพระคุณคือพระโพธิสมภารเหล่านั้น และเพราะพุทธคุณทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์
แม้โดยความหมายว่า เป็นผู้วิเศษด้วยคุณความดี เพราะพระองค์มีพระคุณพระมหากรุณาธิคุณ เป็นต้น ที่วิเศษกว่าคุณทั้งหลายของสรรพสัตว์ที่เหลือ ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ
แม้โดยความหมายว่า ไม่มีผู้เสมอเหมือน เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง เป็นผู้เสมอโดยพระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ผู้ไม่เสมอเหมือนกับสรรพสัตว์
จากข้อความที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่า
(๑) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระคุณที่สำคัญอยู่ ๒ ทางคือ พระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกาย
(๒) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเสริฐกว่าผู้อื่นทั้งปวง เพราะไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับพระองค์ได้ในด้านคุณความดี ความกรุณา การสั่งสมบารมีการทำอภินิหารมาก พระโพธิสมภาร และพระพุทธคุณทั้งหลาย
(๓) พระคุณทางรูปกาย และพระคุณทางธรรมกาย ของพระพุทธองค์นั้น เสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ในข้อนี้ย่อมสรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนมีธรรมกาย และธรรมกายเป็นคนละสิ่งกับรูปกาย
มีคำถามต่อไปว่า
๑) ธรรมกาย เกิดขึ้นได้อย่างไร และ
๒) บุคคลจะสามารถเห็น ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร
จากข้อความที่ว่า “การสั่งสมบารมี ๑๐ ประการมาเป็นเบื้องต้น จึงไม่เป็นเช่นกับคนทั้งหลายที่เหลือ เพราะพระคุณคือ พระโพธิสมภารเหล่านั้น (บุญบารมีเหล่านั้น) และเพราะพุทธคุณทั้งหลาย (พระคุณ ๙ ประการของพระพุทธเจ้า) ชื่อว่าเป็นผู้ล้ำเลิศ”
จากข้อความตรงนี้ น่าจะตอบคำถามแรกได้ว่า “ธรรมกาย” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นได้เพราะการสั่งสมบารมี ๑๐ ประการเป็นเบื้องต้น อันเป็นพื้นฐานสำหรับการบำเพ็ญอุปบารมี และปรมัตถบารมี ดังที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
ส่วนคำถามที่สองนั้น น่าจะได้คำตอบจากคัมภีร์ต่อไป อย่างไรก็ตาม จากข้อความในพระสูตรที่ยกมานี้ย่อมชี้ให้เห็นว่า ธรรมกาย ไม่ใช่รูปกาย ซึ่งเป็นเบญขันธ์ ที่เปื่อยเน่าได้ และไม่ใช่เป็นเพียงพระธรรมคำสั่งสอนอันปรากฏในพระไตรปิฎก แต่เป็นอีกกายหนึ่งซึ่งเป็นธรรมขันธ์ ไม่เน่าเปื่อย
๕. ในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก อรรถกถาปรมตฺถทีปนี สงฺฆาฏิกณฺณสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๓๔ มีข้อความที่กล่าวถึง ธรรมกาย ว่า
โส อารกาว มยฺหํ, อหญฺจ ตสฺสาติ โส ภิกฺขุ มยา วุตฺตปฏิปทํ อปูเรนฺโต มม ทูเรเยว, อหญฺจ ตสฺส ทูเรเยว. เอเตน มํสจกฺขุนา ตถาคตทสฺสนํ รูปกายสโมธานญฺจ อการณํ, ญาณจกฺขุนาวทสฺสนํ ธมฺมกายสโมธานเมว จ ปมาณนฺติ ทสฺเสติ. เตเนวาห “ธมฺมํ หิ โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ น ปสฺสติ, ธมฺมํ อปสฺสนฺโต มํ น ปสฺสตี” ติ. ตตฺถ ธมฺโม นาม นววิโธ โลกุตฺตรธมฺโม,โส จ อภิชฺฌาทีหิ ทุสฺสิตจิตฺเตน น สกฺกา ปสฺสิตุ ํ, ตสฺมา ธมฺมสฺส อทสฺสนโต ธมฺมกายํ จ น ปสฺสตี” ติ ตถา หิ วตฺตุ ํ :-
“กินฺเต วกฺกลิ อิมินา ปูติกาเยน ทิฏฺเฐน, โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ, โส มํ ปสฺสติ. โย มํ ปสฺสติ, โส ธมฺมํ ปสฺสตี” ติ. (เชิงอรรถอ้าง สํ.ข.๑๗/๘๗/๙๖)
“ธมฺมกาโย อิติปิ, พฺรหฺมกาโย อิติปิ” ติ จ อาทิ (เชิงอรรถอ้าง ที.ปา. ๑๑/๑๑๘/๗๒)
มีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อิติวุตฺตก อรรถกถาสังฆาฏิสูตร เล่ม ๔๕ หน้า ๕๘๓ ว่า
บทว่า โส อารกาว มยฺหํ อหญฺจ ตสฺส ความว่า ภิกษุนั้น เมื่อไม่บำเพ็ญปฏิปทาที่เราตถาคตกล่าวแล้วให้บริบูรณ์ ก็ชื่อว่า เป็นผู้อยู่ไกลเราตถาคตทีเดียว เราตถาคตก็ชื่อว่า อยู่ไกลเธอเหมือนกัน ด้วยคำนี้พระองค์ทรงแสดงว่า การเห็นพระตถาคตเจ้า ด้วยมังสจักษุก็ดี การอยู่รวมกันทางรูปกายก็ดี ไม่ใช่เหตุ (ของการอยู่ใกล้) แต่การเห็นด้วยญาณจักษุเท่านั้น และการรวมกันด้วยธรรมกายต่างหาก เป็นประมาณ (ในเรื่องนี้) ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรมก็ไม่เห็นเราตถาคต
ในคำว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ นั้น มีอธิบายว่า โลกุตตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่าธรรม ก็เธอไม่อาจจะเห็นโลกุตตรธรรมนั้นได้ ด้วยจิตที่ถูกอภิชฌาเป็นต้นประทุษร้าย เพราะไม่เห็นธรรมนั้น เธอจึงชื่อว่า ไม่เห็นธรรมกาย สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ดูก่อนวักกลิ เธอจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกายอันเปื่อยเน่านี้เธอได้เห็นแล้ว
ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นก็เห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นก็เห็นธรรม ดังนี้ และว่าเราตถาคตเป็นธรรมภูต เราตถาคตเป็นพรหมภูตดังนี้ และว่าเป็นธรรมกายบ้าง เป็นพรหมกายบ้าง ดังนี้เป็นต้น
จากข้อความที่ยกมานี้มีประเด็นสำคัญว่า
(๑) มังสจักษุ หรือตาธรรมดาของภิกษุ สามารถมองเห็นได้ก็แต่เพียงรูปกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(๒) ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภิกษุจะสามารถเห็นได้ด้วยญาณจักษุเท่านั้น ถ้าไม่มีญาณจักษุ ก็ไม่สามารถมองเห็น
(๓) ภิกษุที่มองเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงเฉพาะรูปกาย ไม่ชื่อภิกษุนั้นอยู่ใกล้ตถาคตหรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และตถาคตเองก็ไม่ชื่อว่าอยู่ใกล้ภิกษุนั้น
(๔) ภิกษุที่มีญาณจักษุ สามารถมองเห็นธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงจะได้ชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ และพระองค์ก็อยู่ใกล้ภิกษุนั้น เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต” ณ จุดนี้จึงสรุปได้ว่า คำว่า “ธรรม” ใน “ไม่เห็นธรรม” นั้นที่แท้หมายถึง “ธรรมกาย” คือเมื่อไม่เห็นธรรมกาย ก็ไม่เห็นเราตถาคต
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ธรรมกาย ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อของตถาคตเท่านั้น แต่เป็นตัวตถาคตทีเดียว ซึ่งเป็นคนละส่วนกับรูปกาย ซึ่งเป็นเบญจขันธ์หรือเป็นเปลือกนอกของตถาคต ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้กล่าวอธิบายไว้แล้ว
ส่วนคำว่า “ญาณจักษุ” ก็คือ “ปัญญาจักษุ” หรือ “ธรรมจักษุ” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ตาธรรมกาย” นั่นเอง ผู้ที่จะมีญาณจักษุได้จะต้องเจริญวิปัสสนาภาวนาขั้นสูง จนบรรลุถึงธรรมกายในตนเอง แล้วด้วยตาของธรรมกาย หรือญาณจักษุของตนเองนั้น ก็จะเห็นธรรมกายหรือตถาคต หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่ได้พรรณนาไว้ในข้อ ๒-อิติวุตฺตก ๒๕/๒๗๒
(๕) ผู้ที่มีญาณจักษุ คือผู้เข้าถึงธรรมกายในตนเอง หรือเรียกว่าผู้ที่มีธรรมกาย ย่อมเห็นธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๖. ในคัมภีร์ ขุทฺทกนิกาย สุตฺตนิปาต อรรถกถาปรมตฺถโชติ กา ธนิยสุตฺตวณฺณนา ฉบับมหาจุฬาฯ หน้า ๓๙ ปรากฏมีข้อความเกี่ยวกับธรรมกายว่า
อถ ธนิโย อเวจฺจปฺปสาทโยเคน ตถาคเต มูลชาตาย ปติฏฺฐตาย สทฺธาย ปญฺญจกฺขุนา ภควโต ธมฺมกายํ ทิสฺวา ธมฺมกายสญฺโจหิตหทโย จินฺเตสิ :- “พนฺธนานิ ฉินฺทึ, คพฺภเสยฺยา จ เม นตฺถี” ติ อวีจึ ปริยนฺตํ กตฺวา ยาว ภวคฺคา โก อญฺโญ เอวํ สีหนาทํ นทิสฺสติ อญฺญตฺร ภควตา, อาคโต นุ โข เม สตฺถาติ.
(*** ข้ามข้อความบางส่วน ***)
ตตฺถ ยสฺมา ธนิโย สปุตฺตทาโร ภควโต อริยมคฺคปฏิเวเธน ธมฺมกายํ ทิสฺวา โลกุตฺตรจกฺขุนา, รูปกายํ ทิสฺวา โลกิยจกฺขุนา สทฺธาปฏิลาภํ ลภิ, ตสฺมา อาห “ลาภา วต โน อนปฺปกา, เย มยํ ภควนฺตํ อทฺทสามา” ติ.-
มีคำแปลที่ปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย สตฺตนิปาต อรรถกถาธนิยสูตร เล่ม ๔๖ หน้า ๘๔ ว่า
ลำดับนั้น นายธนิยะ เห็นแล้วซึ่งธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปัญญาจักษุ ด้วยศรัทธา ซึ่งตั้งมั่นแล้ว อันเกิดขึ้นแล้วในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูลด้วยความเลื่อมใสที่ไม่คลอนแคลน ผู้มีหทัยอันธรรมกายตักเตือนแล้ว คิดแล้วว่านับตั้งแต่อเวจีเป็นที่สุด จนถึงภวัครพรหม เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสีย คนอื่นใครเล่าจักบันลือสีหนาทที่มีกำลังเช่นนี้ได้ พระศาสดาของเราเสด็จมาแล้วหนอ ด้วยความดำริว่า เราตัดเครื่องผูกทั้งหลายได้แล้ว และการนอนในครรภ์ของเราไม่มี
(*** ข้ามข้อความบางส่วน ***)
เพราะเหตุที่นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็นธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยโลกุตตรจักษุ โดยการแทงตลอดอริยมรรค เห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกิยจักษุ และกลับได้แล้วซึ่งสัทธาฉะนั้นเขาจึงกล่าวว่า เป็นลาภของข้าพระองค์ไม่น้อยหนอ ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จากข้อความที่ยกมานี้มีคำศัพท์ที่ควรพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอยอยู่หลายคำดังนี้
๑. ปัญญาจักษุ คำนี้ประกอบด้วย “ปัญญา” และ “จักษุ” คำว่าปัญญามีความหมายหลายระดับ ความหมายระดับสูงหมายถึง “ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง” หรือหมายถึง “ญาณ” คือปรีชาหยั่งรู้ เช่นญาณหยั่งรู้อริยสัจ ๔ เป็นต้น “จักษุ” แปลว่า ตา เมื่อคำสองคำรวมกันเป็น “ปัญญาจักษุ” กลายเป็นคำศัพท์เฉพาะในพระพุทธศาสนา หมายถึงพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจธรรม หรือ ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๒. ภวัครพรหม หมายถึงพรหมชั้นสูงสุด หรือเนวสัญญานาสัญญายตนะ
๓. อริยมรรค หมายถึงญาณอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะมี ๔ อย่างคือ โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค
๔. โลกุตตรจักษุ คำนี้ประกอบด้วย “โลกุตตร” กับ “จักษุ “โลกุตตระ” แปลว่า “พ้นวิสัยของโลก” ดังนั้น “โลกุตตรจักษุ” จึงมิใช่ตาธรรมดาของคนเรา แต่เป็นตาที่สามารถมองเห็นกองสังขารตามความเป็นจริงทั้งหมด มีความหมายเช่นเดียวกับ “ปัญญาจักษุ” หรือ “ญาณจักษุ” หรือตาธรรมกายนั่นเอง
จากข้อความในพระสูตรนี้แสดงว่านายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยา เป็นผู้เจริญวิปัสสนาภาวนา จึงสามารถแทงตลอดอริยมรรค นั่นคือบรรลุอรหัตตมรรค (หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าบรรลุธรรมกายอรหัต) พวกเขาจึงได้เห็นธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยปัญญาจักษุ หรือโลกุตตรจักษุ ทั้งนี้ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิใช่รูปกายเปลือกนอกของพระพุทธองค์ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาธรรมดา แต่เป็นกายภายใน หรือเป็นธรรมขันธ์ของพระพุทธองค์ที่บุคคลผู้บรรลุธรรมกาย มีปัญญาจักษุเท่านั้น จึงสามารถเห็นได้
จากข้อความที่ว่า “พระศาสดาของเราเสด็จมาแล้วหนอด้วยความดำริว่า เราตัดเครื่องผูกทั้งหลายได้แล้ว และการนอนในครรภ์ (สังสารวัฏฎ์) ของเราไม่มี” ย่อมชี้ให้เห็นว่าพระพุทธองค์นั้นทรงทำกิเลสอาสวะทั้งปวงให้อันตรธานไปอย่างสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ จึงยังผลให้พระองค์เป็นธรรมกาย โดยสมบูรณ์
จากหลักฐานที่ประมวลมาทั้งหมดนี้ย่อมชี้ให้เห็นว่า
(๑) ธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนละอย่างกับรูปกาย ซึ่งเป็นเบญจขันธ์ของพระองค์
(๒) ธรรมกายเป็นกายภายในของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นธรรมขันธ์สามารถเห็นได้โดยปัญญาจักษุ หรือโลกุตตรจักษุ หรือญาณจักษุ หรือตาธรรมกายเท่านั้น มังสจักษุหรือตาธรรมดา ไม่สามารถเห็นได้
(๓) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีคุณวิเศษล้ำเลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง นับแต่อเวจีจนถึงภวัครพรหม ทรงสามารถบันลือสีหนาทได้เหนือกว่าผู้ใดในไตรภพ ทรงตัดขาดจากสังสารวัฏฎ์แล้วโดยสิ้นเชิง อีกทั้งทรงพระคุณสมบัติเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน ก็เพราะทรงมี “พระธรรมกาย”
ดังนั้นจึงสามารถสรุปความหมายของธรรมกายอย่างสั้นๆ และเข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “ธรรมกาย คือกายแห่งการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” หรือ “ธรรมกาย คือกายรู้แจ้งเห็นแจ้งของบุคคล”
ทุกคนมีธรรมกาย
นับแต่วาระที่เข้าถึงธรรม บรรลุธรรมกายในตนเองแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำก็ได้ประจักษ์ว่าทุกๆ คนมีธรรมกายในตนเองและธรรมกายนี้มีคุณวิเศษอันล้ำเลิศยิ่งนัก ดังที่ท่านกล่าวว่า
…พอถึงกายธรรมเท่านั้น รูปพระพุทธปฏิมากรเกตุ
ดอกบัวตูม บริสุทธิ์ ใสเป็นกระจกคันฉ่องเงาหน้า กายที่ ๙ ของ
ตัวเอง มีทุกคน ชายก็มี หญิงก็มี เหมือนกันทุกคน แบบเดียวกัน
ไปถึงกายนั่นนะ เป็นตัวอมตะ ทีเดียว อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
ทีเดียวเห็นนิพพานได้ทีเดียว ไม่ใช่กายเดียวนะ กายธรรม
กายธรรมละเอียด กายธรรมโสดา กายธรรมโสดาละเอียด
กายธรรมสกทาคาสกทาคา สกทาคาละเอียด กายธรรมอนาคา
อนาคาละเอียด กายธรรมอรหัต กายธรรมอรหัตละเอียด
ไปนิพพานได้เหมือนกันทุกกายนี่ไปนิพพานได้อย่างนี้ เช่นนั้นเรียกว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
ความไม่ประมาทเป็นหนทางไม่ตายนั่นแหละ กายธรรม
นั่นแหละ ไม่ตาย ไปนิพพานได้ทีเดียว…..
(จากมรดกธรรม หน้า ๖๘๒๖)
หลักฐานที่แสดงว่าทุกคนมีธรรมกาย ที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้นมีอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น
๑.ในอรรถกถาธนิยสูตร (ยกมาอ้างแล้วในหน้า ๓๐๙) ที่ว่า
“…นายธนิยะเห็นแล้ว ซึ่งธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ปัญญาจักษุ…”
คำว่า ”ปัญญาจักษุ” นี้ย่อมแสดงว่านายธนิยะมีธรรมกาย และเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว จึงมีปัญญาจักษุ และในย่อหน้าที่สองที่ว่า
“…นายธนิยะพร้อมกับบุตรและภรรยาได้เห็นธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยโลกุตตรจักษุ โดยการแทงตลอดอริยมรรคและเห็นรูปกายของพระองค์ด้วยโลกียจักษุ…”
คำว่า ”แทงตลอดอริยมรรค”และ ”โลกุตตรจักษุ” ย่อมแสดงว่านายธนิยะกับบุตรและภรรยามีธรรมกาย และต่างเข้าถึงธรรมกายภายในตนแล้ว
๒.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๗ หน้า ๒๘๔
ปรากฏมีข้อความตอนหนึ่ง ซึ่งพระนางมหาปชาบดีโคตมีกล่าวกับพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แสดงว่า พระนางเธอมีธรรมกาย เข้าถึงธรรมกาย ในตนเอง และเป็นธรรมกายแล้ว พระนางเธอเป็นธรรมกายได้ก็เพราะการปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต่อไปนี้คือข้อความในพระสุตตันตปิฎก
อหํ สุคต เต มาตา ตุวํ ธีร ปิตา มม
สทฺธมฺมสุขโท นาถ ตยา ชาตมฺหิ โคตม ฯ
สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว
อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยา ฯ
มุหุตฺตํ ตณฺหาสมนํ ขีรํ ตฺวํ ปายิโต มยา
ตยาหํ สนฺตมจฺจนฺตํ ธมฺมขีรมฺปิ ปายิตามีคำแปลปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน มหาปชาบดีโคตมีเถรี อปทาน ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๒ หน้า ๕๔๒ ความว่า
ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์
ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน
ข้าแต่พระโลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุขอันเกิดจากพระสัทธรรมให้หม่อมฉัน
ข้าแต่พระโคดม หม่อมฉันเป็นผู้อันพระองค์ให้เกิด
ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต
ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ทำให้เจริญเติบโตแล้ว
หม่อมฉันให้พระองค์ดูดดื่มน้ำนม อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่
แม้น้ำนม คือพระสัทธรรมอันสงบระงับล่วงส่วน พระองค์ก็ให้หม่อมฉันดูดดื่มแล้ว
๓.ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปัจเจกพุทธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๒๐
ได้กล่าวว่า บรรดานักปราชญ์ที่เจริญวิปัสสนาภาวนาชั้นสูงแล้ว ถ้าท่านเหล่านั้นไม่ได้เป็นพระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ต้องเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะมีธรรมกายมากมาย ดังข้อความว่า
สุ?ฺ?ปฺปณิธิ?ฺจ ตถานิมิตฺตํ
อาเสวยิตฺวา ชินสาสนมฺหิ
เย สาวกตฺตํ น วชนฺติ ธีรา
ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภู ฯ
มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา
จิตฺติสฺสรา สพฺพทุกฺโขฆติณฺณา
อุทคฺคจิตฺตา ปรมตฺถทสฺสี
สีโหปมา ขคฺควิสาณกปฺปา ฯมีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน ปจฺเจกพุทฺธาปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๒ หน้า ๑๑ ความว่า
นักปราชญ์เหล่าใดเจริญสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์ ไม่บรรลุความเป็นพระสาวกในศาสนาพระชินเจ้า นักปราชญ์เหล่านั้นย่อมเป็นพระสยัมภูปัจเจกพุทธเจ้า มีธรรมใหญ่ มีธรรมกายมาก มีจิตเป็นอิสระ ข้ามห้วงทุกข์ทั้งมวลได้ มีจิตโสมนัส มีปกติเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง เปรียบดังราชสีห์เช่นกับนอแรด
จากพระสูตรนี้ จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีปัญญา ตั้งใจวิปัสสนาภาวนา จนบรรลุความหลุดพ้น สุ??ตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ อนิมิตตวโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนความยึดมั่นได้ อัปปนิหิตวิโมกข์ คือหลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้ เมื่อถอนความยึดมั่นและความปรารถนาเสียได้ จิตย่อมบริสุทธิ์จนบรรลุธรรมกายในตนได้
ดังนั้นข้อความในพระสูตรนี้ย่อมยืนยันได้ว่าทุกคนมีธรรมกาย ยิ่งกว่านั้นยังใช้คำว่า พหุธมฺมกายา คือมีธรรมกายมาก ตรงกับคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำว่า ธรรมกายในตัวเรานั้นมีมากมาย ซึ่งท่านได้ให้รายละเอียดไว้เพียง ๑๐ เท่านั้น (ธรรมกายโคตรภู ธรรมกายพระโสดา ธรรมกายพระสกทาคา ธรรมกายพระอนาคา และธรรมกายพระอรหัต ทั้งหยาบและละเอียด)
ธรรมกายคือพระรัตนตรัย
รัตนตรัย คือแก้ว ๓ ดวง
พระรัตนตรัย คือสิ่งที่พุทธศาสนิกชนบูชาสูงสุด พระรัตนตรัยตามนัยของพระปริยัติธรรมนั้น ประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพุทธ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมหมาย ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ หมายถึงพระอรหันตสาวกของพระพุทธองค์
แต่พระรัตนตรัย ตามนัยของธรรมปฏิบัตินั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อธิบายว่า พระรัตนตรัยประกอบด้วยพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ
พุทธรัตนะ คือ ธรรมกาย
ธรรมรัตนะ คือ ธรรมทั้งหลายที่กลั่นจากหัวใจธรรมกาย
สังฆรัตนะ คือ ดวงจิตของธรรมกาย
รัตนะทั้ง ๓ ประการนี้เกี่ยวเนื่องเป็นอันเดียวกัน จะพรากจากกันไม่ได้ ผู้ใดเข้าถึงพุทธรัตนะ ก็ได้ชื่อว่าเข้าถึงธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะด้วย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้เข้าถึงธรรมกาย ย่อมได้ชื่อว่าเข้าถึงพระรัตนตรัย
(จากมรดกธรรม หน้า ๔๒)
ในพระธรรมเทศนาเรื่องรัตนสูตร ว่าด้วยพุทธรัตนะ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้อธิบายไว้ตอนหนึ่งว่า (จากมรดกธรรม หน้า ๓๓๙)
เรื่องพระรัตนตรัยนี้ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ได้กล่าวอธิบายไว้ในพระธรรมเทศนาของท่านหลายแห่ง ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้างดังนี้
…พุทธรัตนะนั่นแหละ เป็นตถาคตเจ้าละ ที่เราได้ธรรมกายแล้วก็ถึงพุทธรัตนะ ธรรมกายคือพุทธรัตนะที่เป็นโคตรภู ธรรมกายคือพุทธรัตนะที่เป็นพระโสดา ธรรมกาย
คือพุทธรัตนะที่เป็นพระสกทาคา ธรรมกายคือพุทธรัตนะ ที่เป็นพระอนาคา ธรรมกายคือพุทธรัตนะที่เป็นพระอรหันต์ ทั้งหยาบทั้งละเอียด นั่นแหละตัวพระตถาคตเจ้าทีเดียว ทำไมรู้ว่าพระตถาคตเจ้าน่ะคือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ พระองค์ทรงรับสั่งกับวักกลิภิกขุว่า อเปหิ วกฺกลิ วักกลิจงถอยออกไป อิมํ ปูติกายํ ทสฺสนํ มาดูไยเล่าร่างกายตถาคตที่เป็นของเปื่อยเน่า โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ แน่ะสำแดง วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคต ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ ผู้ตถาคตคือธรรมกาย นั่นแน่ะ บอกตรงนั้นแน่ะ ว่าเราผู้ตถาคตคือ ธรรมกาย ธรรมกายนั่นเอง เป็นตัวตถาคตเจ้า ผู้ได้ ธรรมกายก็รู้ด้วยกันทั้งนั้นว่า อ้อ ที่เราเข้าถึงธรรมกาย
แล้วนี่เป็นรัตนสูงสุด… บัดนี้เราได้เป็นธรรมกายแล้ว เราได้สมบัติยิ่งใหญ่ สมบัติอื่นสู้ไม่ได้ เข้าถึงธรรมกายแล้ว บังคับสมบัติ (อื่น) เหล่านั้นได้…
ในพระธรรมเทศนาเรื่องภัตตานุโมทนากถา พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้อธิบายเรื่องพระรัตนตรัยไว้ดังนี้ (จากมรดกธรรม หน้า ๓๖๖)
…”ธรรมกาย” นี้คือ “พุทธรัตนะ” ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายนั้นเรียกว่า “ธรรมรัตนะ” ธรรมกายละเอียด อยู่ในกลางดวงธรรมรัตนะนั้น เรียกว่า “สังฆรัตนะ”
…พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ นี่แหละ เป็นแก่น ของพระพุทธศาสนา เมื่อเรารู้จักพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ อย่างนี้แล้วเราจะไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจาและด้วยใจ เราเป็นคนบริสุทธิ์ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ อย่างเที่ยงแท้โดยไม่ต้องสงสัย
ในพระธรรมเทศนาเรื่องการแสดงศีล (สีลุทเทส) พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้อธิบายเรื่องพระรัตนตรัยไว้ดัง (จากมรดกธรรม หน้า ๕๘๔-๕๘๕)
คำว่า พุทฺโธ เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นจากพุทธรัตนะ
คำว่า ธมฺโม เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นจากธรรมรัตนะ
คำว่า สงฺโฆ นั่นเนมิกกนามเกิดขึ้นจากสังฆรัตนะ เป็นต้น
ยืนยันให้เห็นของจริงเข้า เห็นความเกิด เหตุให้เกิด
ความดับ เหตุให้ดับ เข้าจริง เห็นจริงเข้า เป็นนิมิตกนาม
เกิดขึ้นกับพุทธรัตนะว่า พุทฺโธธรรมรัตนะ ดวงนั้นแหละเมื่อสัตว์เข้าไปถึง ทรงผู้
ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว ถึงได้เป็นเนมิตกนามเกิดขึ้นว่า ธมฺโมสังฆรัตนะ รักษาธรรมรัตนะนั้นไว้ไม่ให้หายไป ให้อยู่ใน
ดวงธรรมรัตนะนั้น… จึงได้เนมิตกนามยืนยันว่า สงฺโฆ แปลตาม
ภาษาบาลีว่า ธมฺโม สงฺเฆน ปริภาวิโต ธรรมอันพระสงฆ์ทรงไว้…
คำอธิบายเรื่องพระรัตนตรัย ที่ยกมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าความหมายของพระรัตนตรัยตามนัยของพระปริยัติธรรม และนัยแห่งธรรมปฏิบัตินั้น ต่างกันอยู่มากทีเดียว พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่โดยทั่วไป ก็จะมีความรู้ความเข้าใจพระรัตนตรัย ตามนัยของพระปริยัติธรรม และนัยแห่งธรรมปฏิบัตินั้น ต่างกันอยู่มากทีเดียว พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่โดยทั่วไป ก็จะมีความรู้ความเข้าใจพระรัตนตรัย ตามนัยของพระปริยัติธรรม แต่โดยเหตุที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ อุทิศชีวิตของท่าน ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฎ์ จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย ที่ละเอียดลึกซึ้ง จึงสามารถนำประสบการณ์ภายในของท่านมาอธิบายได้อย่างละเอียดชัดเจน และเห็นว่าประสบการณ์ภายในของท่านนั้นสอดคล้องกับคำอธิบายซึ่งปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ฝ่ายเถรวาทของเรา แม้คำว่าธรรมกายมีไม่มากเท่าของฝ่ายมหายาน ก็อาจเป็นเพราะพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทที่เรามีอยู่นั้นไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ อาจมีบางส่วนสูญหายไปในช่วงเวลาเป็นพันกว่าปี ก่อนที่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจะเข้ามาสู่ประเทศไทย แต่คำอธิบายเรื่อง “ธรรมกาย” ที่มีปรากฏอยู่มากมายในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ก็คล้ายคลึงกับคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำมาก
และที่สำคัญก็คือบรรดาเหล่าศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ที่ปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงธรรมกายในตัว ล้วนยืนยันว่าคำสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นความจริง พระธรรมกาย คือพระรัตนตรัยที่มีชีวิต เป็นรัตนะที่ประเสริฐกว่ารัตนะทั้งปวงในภพ ๓ พระธรรมคำสั่งสอนทั้งมวลในพระพุทธศาสนาล้วนหลั่งไหลออกมาจากธรรมกายทั้งสิ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ธรรมกาย คือตัวพระพุทธศาสนา” นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม มีข้อความที่ปรากฏใน ขุทฺทกนิกาย อปทาน เล่มที่ ๓๒ ข้อ ๑๓๙ หน้า ๔๔๓ ว่า
ธมฺมกายญจ ทีเปนฺตํ เกวลํ รตนากรํ
วิโกเปตุ ํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ
มีคำแปลปรากฏอยู่ใน ขุ.เถร อรรถกถานาคิตเถรคถา ฉบับฯ เล่ม ๕๐ หน้า ๔๑๓ ความว่า
ชนทั้งหลายไม่สามารถเพื่อกำจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดงธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส
จากข้อความที่ยกมานี้แสดงว่า
๑) ธรรมกาย ไม่ใช่รูปกายของพระพุทธเจ้า แต่เป็นอีกกายหนึ่งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณวิเศษและปัญญาอันยิ่งของพระองค์ ซึ่งมีผลให้บุคคลที่ได้พบเห็นเกิดความเลื่อมใส
๒) ธรรมกาย เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัย
๓) ผู้ที่เข้าถึงธรรมกาย นอกจากจะมีอานุภาพเหนือผู้อื่นแล้ว ยังเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของมหาชนทั้งหลายอีกด้วย
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าตามนัยแห่งธรรมปฏิบัตินั้น ธรรมกายก็คือพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง เพราะเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เข้าถึงสรณะ ๓ หรือที่เรียกว่า ไตรสรณคมน์ ศัพท์คำนี้ประกอบด้วยคำ ๓ คำ คือ ไตร แปลว่า ๓ สรณ แปลว่า ที่พึ่ง คมน์ แปลว่าการถึง ดังนั้นไตรสมณคมน์จึงมีความหมายว่า การถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ดังได้กล่าวมาแล้วว่าธรรมกายเป็นอัตตาที่แท้จริง เป็นที่พึ่ง ย่อมหมายความว่าทรงสอนให้เข้าถึงธรรมกาย ทั้งนี้ย่อมชี้ชัดว่า ธรรมกายก็คือ พระรัตนตรัย นั่นเอง
ธรรมกายทำให้พระพุทธเจ้ามีอานุภาพมาก
ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาย่อมทราบเรื่องราวเกี่ยวกับฤทธิ์ และอานุภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดีว่า พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ได้ยิ่งกว่าผู้ใดในภพ ๓ สมัยหนึ่ง บุตรคฤหบดีชื่อเกวัฏฏะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ป่ามะม่วงใกล้เมืองนาลันทา กราบทูลขอให้พระองค์ชักชวนภิกษุให้แสดงปาฏิหาริย์ เพื่อว่าจะได้มีผู้คนเลื่อมใสในพระองค์ยิ่งขึ้น แม้เกวัฏฏะกราบทูลถึง ๓ ครั้ง พระองค์ก็ทรงปฏิเสธ พร้อมทั้งทรงชี้แจงว่า ปาฏิหาริย์ที่ทรงทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง และประกาศแล้วมีอยู่ ๓ อย่างคือ
๑. อิทธิปาฏิหาริย์ คือ แสดงฤทธิ์ได้อัศจรรย์
๒. อาเทสนาปาฏิหาริย์ คือดักใจ ทายใจได้เป็นอัศจรรย์
๓. อนุศาสนีปาฏิหาริย์ คือสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ว่า ควรประพฤติปฏิบัติอย่างไร ตลอดจนการปฏิบัติได้ผลเลิศในศีล ๓ ประเภท ในฌาน ๔ ในวิชชา ๓ วิชชา ๘ (เกวัฏฏสูตร ๑๒/๒๒๙/๒๒๙ พระสูตรและอรรถกถาแปลทีฆนิกายสีลขันธสวรรค เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ฉบับมหามกุฏฯ )
จากปาฏิหาริย์ดังกล่าวนี้ ย่อมเห็นได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นทรงเป็นเลิศยิ่งกว่าผู้ใดในภพ ๓ อย่างแน่นอน จึงมีคำถามว่าทรงฝึกพระองค์อย่างไรจึงทรงคุณวิเศษล้ำเลิศเช่นนั้น มีหลักฐานปรากฏในคัมภีร์หลายเล่มว่าพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมามากมายถึง ๓๐ ทัศ และทรงกำจัดกิเลสทั้งปวงออกจากพระทัยโดยเด็ดขาดแล้วจึงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และพระญาณอื่นๆ อีกมากมาย เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบรรดาคุณวิเศษอันล้ำเลิศของพระพุทธองค์นั้น ทรงมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษอยู่ ๒ ประการคือ
๑. รูปกายอันสง่างาม บริบูรณ์พร้อมด้วยลักษณะมหาบุรุษ
๒. ธรรมกาย อันทรงคุณวิเศษ หารัตนะใดๆ เสมอเหมือนมิได้ หลักฐานดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่หลายแห่ง เช่น
ในขุทฺทกนิกาย เถรคาถา อรรถกถา ปรมตฺถทีปนี นาคิตเถรคาถา วณฺณนา (ปฐโม ภาโค) ฉบับมหาจุฬา หน้า ๒๘๕ มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงมีอานุภาพมาก ก็เพราะว่าทรงมี ธรรมกาย ดังนี้
วิสาลมาเฬ อาสีโน อทฺทสํ โลกนายกํ
ขีณาสวํ พลปฺปตฺตํ ภิกฺขุสํฆปุรกฺขตํ
สตสหสฺสา เตวิชฺชา ฉฬภิ?ฺญา มหิทฺธิกา
ปริสวาเรนฺติ สมฺพุทฺธํ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติ
ญาเณ อุปนิธา ยสฺส น วิชฺชติ สเทวเก
อนนฺตญาณํ สมฺพุทฺธํ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติ
ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺตํ เกวลํ รตนากรํ
วีโกเปตุ ํ (*) น สกฺโกนฺติ โกทิสฺวา นปฺปสีทติฯ
มีคำแปล ปรากฏอยู่ใน ขุทฺทกนิกาย เถรคาถา อรรถกถานาคิตเถรคาถา เล่ม ๕๐ หน้า ๔๑๓ ว่า
เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายกของโลก ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้บรรลุพลธรรมแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสน ผู้บรรลุวิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระพุทธเจ้า ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใสในมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีอะไรเปรียบ ในพระญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ใครได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้มีญาณไม่สิ้นสุดแล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า ชนทั้งหลายไม่สามารถเพื่อกำจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใด ผู้ทรงแสดงธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่างเดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส
จากข้อความที่ยกมานี้มีประเด็นที่สำคัญ คือ
(๑) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ล้วนมีธรรมกาย
(๒) ธรรมกายเป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ธรรมกายคือพระรัตนตรัย นั่นเอง
(๓) พระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สามารถบรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมีฤทธิ์มีอานุภาพมากกว่าสาวกของพระองค์มากนัก
(๔) ไม่มีผู้ใดสามารถกำจัดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะพระองค์มีอานุภาพมาก สาเหตุที่ทำให้ทรงมีอานุภาพมาก ก็เพราะทรงมีธรรมกายนั่นเอง ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสของชนทั้งหลาย
นอกจากธรรมกายจะทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพยิ่งใหญ่เหนือผู้ใดในภพ ๓ แล้ว พระองค์ยังทรงคุณความดีสูงส่งมากมายดังปรากฏในพระพุทธคุณ ๙ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระบริสุทธิคุณประเสริฐกว่าสัตวโลกทั้งมวล ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ ทรงมีพระปัญญาธิคุณเลิศล้ำ รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในสัจธรรมทั้งปวง ทรงบันลือสีหนาทได้โดยไม่มีผู้ใดเทียบเทียม ทรงเป็นที่เคารพสักการะของมวลเทวดา อินทร์ พรหมและมนุษย์มากกว่า ๒๖๐๐ ปีแล้ว ก็เพราะทรงเป็นธรรมกาย นั่นเอง
วิธีเข้าถึงธรรมกาย
ด้วยตระหนักถึงคุณวิเศษอันล้ำลึกของธรรมกายยิ่งนัก พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำจึงได้ทุ่มเทเวลาให้แก่การเผยแผ่วิชชาธรรมกายมาตลอดชีวิตของท่าน
ในพระพุทธศาสนา เรียกรูปกายของคนเราว่าเบญจขันธ์ หรือขันธ์ ๕ ประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รูปหมายถึงร่างกาย อีก ๔ จะขันธ์ที่เหลือหมายถึงใจ
ใจมีหน้าที่ ๔ อย่าง คือ รับอารมณ์ (เวทนา) จำ (สัญญา) คิด (สังขาร) รู้ (วิญญาณ) และมักจะกล่าวกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ใจมีหน้าที่รับ จำ คิด รู้ แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำท่านใช้ว่า เห็น จำ คิด รู้ และอธิบายว่าทั้ง ๔ อย่างนี้มีสัณฐานเป็นดวงกลม จึงมักจะเรียกว่าดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้
จากประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมของท่าน ทำให้พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำอธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ณ ศูนย์กลางกายมนุษย์นั้นมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ตั้งอยู่ ดวงธรรมนี้มีชื่อว่า ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือ ดวงปฐมมรรค เป็นหนทางเบื้องต้นไปสู่นิพพาน ใจของคนเราตั้งอยู่ตรงกลางดวงปฐมมรรคนี้
ศูนย์กลางกายของเราอยู่ตรงไหน ถ้าใจของเรายังไม่หยุดนิ่งเราก็ยังไม่พบศูนย์กลางกาย แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ ได้สอนให้หาศูนย์กลางกายแบบกะประมาณ โดยให้นึกขึงเชือกสองเส้น จากสะดือตรงไปทะลุหลังเส้นหนึ่ง และจากด้านขวาตรงไปทะลุซ้ายอีกเส้นหนึ่ง ตรงจุดที่เชือกตัดกันนั้น เรียกว่ากลางกั๊ก เป็นที่ตั้งของใจฐานที่ ๖ ให้นึกเลื่อนจากฐานที่ ๖ ขึ้นมาอีก ๒ นิ้วมือของเรา ก็จะเป็นฐานที่ ๗ ตรงฐานที่ ๗ นี้แหละ คือที่ตั้งถาวรของใจเรา
เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วน ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ก็จะซ้อนกัน เป็นดวงกลมดวงเดียว ใส บริสุทธิ์ สว่างปรากฏให้เห็นตรงศูนย์กลางกาย อย่างเล็กขนาดเท่าดวงดาวบนฟ้า อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์วันเพ็ญ อย่างใหญ่ก็ขนาดดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน จะมีขนาดเท่าใดก็ตามดวงนี้แหละคือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือดวงปฐมมรรค ซึ่งเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ถ้าดวงธรรมนี้ดับไป ก็หมายความว่าดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ของเราดับไปด้วย นั่นคือชีวิตของเราดับลงแล้ว
ในการทำสมาธิภาวนาวิชชาธรรมกายนั้น พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำสอนให้ทำใจหยุด ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ใจซัดส่ายฟุ้งซ่าน ก็มีเทคนิควิธีช่วยให้ผู้ปฏิบัติตะล่อมใจ โดยการทำ บริกรรมภาวนา ว่า สัมมา อะระหัง และทำบริกรรมนิมิต โดยนึกดวงแก้วใสไว้ที่ศูนย์กลางกาย การทำบริกรรมนิมิตเช่นนี้เป็นการพัฒนามาจาก อาโลกกสิณ คือกสิณแสงสว่าง ซึ่งเป็น ๑ ในกสิณ ๑๐ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แต่ถ้าไม่ชอบนึกนิมิตดวงแก้ว ก็อาจจะนึกพระพุทธรูปแทนได้
ถ้าทำใจหยุดตรงกลางดวงปฐมมรรคต่อไปอีก พอถูกส่วนก็จะเข้าถึงดวงศีล ทำใจให้หยุดตรงกลางดวงศีลต่อไปอีก พอถูกส่วนก็จะเข้าถึงดวงสมาธิถ้าทำใจให้หยุดตรงกลางโดยวิธีเดียวกันนี้ ก็จะเข้าถึงดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ตามลำดับ เมื่อรวมดวงปฐมมรรคด้วยก็จะมีทั้งหมด ๖ ดวง ถ้าทำใจให้หยุดตรงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะต่อไป พอถูกส่วนก็จะเข้าถึง กายมนุษย์ละเอียด มีลักษณะเหมือนกายมนุษย์หยาบของเรา แต่ทว่าสวยงามกว่า ทั้งนี้เพราะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ ของกายมนุษย์หยาบหายไปหมด เหลือแต่ของกายมนุษย์ละเอียด (จาก มรดกธรรม หน้า ๖๔)
ถ้าทำใจให้หยุดตรงกลางกายมนุษย์ละเอียดโดยวิธีเดียวกัน ก็จะเข้าถึงกายทิพย์ทั้งหยาบและละเอียด กายรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมโคตรภู ทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระโสดา ทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระสกทาคา ทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระอนาคา ทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระอรหัตต์ ทั้งหยาบและละเอียดตามลำดับ รวมทั้งหมด ๑๘ กาย ทั้งกายมนุษย์ด้วย กายหยาบคือตัวมรรค กายละเอียดเป็นตัวผล (จากมรดกธรรม หน้า ๖๔)
การดำเนินจิตจากกายหนึ่งไปสู่อีกกายหนึ่งนั้นจะต้องผ่านดวงธรรม ๖ ดวง ดังกล่าวแล้วทุกระยะ
คุณลักษณะของธรรมกาย
ธรรมกายเป็นธรรมขันธ์ที่มีชีวิตจิตใจ จากหลักฐานที่ปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ และจากพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำที่ยกมาแสดงแล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า ธรรมกาย ไม่ใช่เบญจขันธ์ที่เน่าเปื่อยได้ แต่เป็นธรรมขันธ์ที่มีชีวิตจิตใจ เป็นพระรัตนตรัย เป็นอมตะ เป็นอัตตา หรือกล่าวได้ว่าเป็นนิจจัง สุขัง และอัตตา เป็นแหล่งกำเนิดและคลังแห่งพระธรรมคำสั่งสอนทั้งปวงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและที่สำคัญยิ่งก็คือเป็นพระศาสดาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งดับขันธปรินิพพานกว่า ๒๖๐๐ ปีแล้ว
ผู้ที่สามารถเจริญวิปัสสนาภาวนาวิชชาธรรมกาย เข้าถึงธรรมกายระดับต่างๆ ภายในตัวแล้ว ย่อมประจักษ์แจ้งว่าคำกล่าวข้างบนนี้เป็นสัจธรรมโดยแท้ ทั้งยังประจักษ์แจ้งแก่ตนเองด้วยว่า ธรรมกาย ภายในตนเองหรือ ธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปวง ในอายตนนิพพานนั้นมีคุณลักษณะอย่างไร
การเจริญสมถภาวนาเป็นบาทฐานไปสู่ธรรมกาย เนื่องจากการบรรลุธรรมกายนั้นอยู่ในระดับวิปัสสนาภาวนา ดังนั้นก่อนจะเข้าถึงขั้นนั้นผู้ปฏิบัติต้องเริ่มโดยการเจริญสมถภาวนา สมถะแปลว่า ความสงบจิต การเจริญสมถภาวนาคือการทำใจให้สงบ ดังที่พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำใช้คำว่า “ทำใจหยุดใจนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗” และท่านมักจะยกบาลีว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ โดยแปลว่า ไม่มีความสุขได้เสมอด้วยการทำใจนิ่ง
เมื่อผู้ปฏิบัติทำใจนิ่งได้ถูกส่วน สิ่งแรกที่จะเข้าถึงก็คือความสว่างภายใน มีลักษณะเป็นดวงกลม ใส บริสุทธิ์ สว่าง เรียกว่า “ดวงปฐมมรรค” ซึ่งเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ท่านสอนไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นกับดวงใสสว่างนั้น โดยให้ดำเนินจิตเข้ากลางดวงปฐมมรรคต่อไป ถ้าทำใจนิ่งได้ถูกส่วนก็จะเข้าถึงดวงธรรมต่างๆ อีก ๕ ดวง เมื่อนับดวงปฐมมรรคด้วยก็รวมเป็น ๖ ดวง ดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ “วิธีเข้าถึงธรรมกาย” โดยวางใจหยุดในนิ่งเช่นนั้นต่อไป ก็จะสามารถเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ทั้งหยาบและละเอียด กายรูปพรหมทั้งหยาบและละเอียด และกายอรูปพรหมทั้งหยาบและละเอียด ตามลำดับ รวมทั้งกายมนุษย์หยาบด้วยเป็น ๘ กาย ทั้งหมดนี้จัดอยู่ในขั้นสมถภาวนา หรือสมถกรรมฐาน กายต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นกายในภพ เป็นเบญจขันธ์เปื่อยเนาได้ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ต่อไปเรื่อยๆ
กายธรรมระดับต่างๆ เป็นกายนอกภพ โดยการวางใจหยุดนิ่งเช่นเดิม พอถูกส่วน ก็จะเข้าถึงกายธรรมโคตรภูทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระโสดาทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระสกทาคาทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระอนาคามีทั้งหยาบและละเอียด กายธรรมพระอรหัตต์ทั้งหยาบและละเอียด ตามลำดับ การทำภาวนาในระดับนี้จัดเป็นวิปัสสนาภาวนา กายเหล่านี้เป็นกายนอกภพ รวมทั้งหมด ๑๐ กาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวว่ายังมีกายธรรมอรหัตต์ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ยังไม่หมดเพียงเท่านี้
ทุกกายมีดวงปฐมมรรค ทั้งกายในภพและนอกภพ ล้วนมีดวงปฐมมรรค หรือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายนั้นๆ ทั้งสิ้น ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้นไม่ว่าผู้เจริญสมถภาวนา จะเห็นว่ามีขนาดเล็กหรือใหญ่ดังกล่าวมาแล้วในหัวข้อ “วิธีเข้าถึงธรรมกาย” ก็ตาม ตามปรกติจะมีขนาดประมาณเท่าฟองไข่แดงของไก่ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดจะโตขึ้นเป็น ๒ เท่าของฟองไข่แดงของไก่ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์หยาบจะโตขึ้นเป็น ๓ เท่าของฟองไข่แดงของไก่ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียดจะโตขึ้นเป็น ๔ เท่าของฟองไข่แดงของไก่ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายในภพ จะมีขนาดโตเป็นสัดส่วนทำนองเดียวกันนี้เรื่อยไป ดังนั้นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียดจึงโตเป็น ๘ เท่าของฟองไข่แดงของไก่
ดวงปฐมมรรคของธรรมกายมีขนาดใหญ่โตมาก ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย มีลักษณะบริสุทธิ์ ใส สว่างกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายในภพมาก เนื่องจากธรรมกายเป็นกายนอกภพ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายจึงขยายได้ใหญ่โตมาก ดวงธรรมแต่ละดวงจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับหน้าตักของพระธรรมกาย เช่นถ้าธรรมกายโคตรภูมีหน้าตักเท่ากับ ๒ ศอก ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายโคตรภู ก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ ๒ ศอก แต่ถ้าธรรมกายโคตรภูหน้าตักเท่ากับ ๒ ศอก ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายโคตรภูก็มีหน้าตัก ๒ ศอกด้วย แต่ถ้าธรรมกายโคตรภูมีหน้าตัก ๒ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายโคตรภูก็มีหน้าตัก ๒ วาด้วย ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายโครตภูละเอียด มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว ๕ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระโสดา มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว ๕ วาเหมือนกัน ส่วนดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระสกทาคา เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐ วา แต่ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระสกทาคาละเอียด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๕ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอนาคาเท่ากับ ๑๕ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอนาคาละเอียดเท่ากับ ๒๐ วา ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายพระอรหัตต์ เท่ากับ ๒๐ วา ส่วนดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายอรหัตต์ละเอียดนั้น โตขึ้นเป็นลำดับไปจนนับไม่ถ้วน (มรดกธรรมหน้า ๗๑)
กายภายในมีกิเลสน้อยลงเรื่อยๆ จึงสวยงามกว่ากายภายนอก พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำได้อธิบายว่า กายที่มีกิเลสมากที่สุดคือ กายมนุษย์ บางคนที่หน้าตาอัปลักษณ์ก็เพราะเป็นผลของกรรมที่เคยก่อไว้ในอดีต แต่กายภายในของเขาจะดูดีกว่า สวยงามกว่ากายอัปลักษณ์นั้น ทั้งนี้เพราะ
กายมนุษย์ละเอียดมี อภิชฌา (ความโลภอย่างแรงกล้า) พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ น้อยกว่ากายมนุษย์
เมื่อเข้าถึงกายทิพย์หยาบ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิหายไปหมด เหลือแต่ โลภะ โทสะ โมหะ ครั้นเข้าถึงกายทิพย์ละเอียด โลภะ โทสะ โมหะ เหลือน้อยลง
เมื่อถึงกายรูปพรหมหยาบ โลภะ หายไปหมด เหลือแต่ ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด ราคะ โทสะ โมหะ หายไปหมด
เมื่อเข้าถึงกายอรูปพรหมหยาบและละเอียด ตามลำดับ กิเลสหยาบๆ หายไปหมด เหลือแต่กิเลสละเอียด คือ กามราคานุสัย (ความกำหนัดในกาม) ปฏิฆานุสัย (ความหงุดหงิด) อวิชชานุสัย (ความไม่รู้จริง)
เมื่อเข้าถึงกายธรรมโคตรภูหยาบและละเอียด ตามลำดับ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย หายไปหมด เหลือแต่สัญโญชน์
เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระโสดาทั้งหยาบและละเอียด เป็นพระโสดาบัน กายธรรมจะสวยงามยิ่งขึ้น เพราะสักกายทิฏฐิ (ความถือตัวตน) วิจิกิจฉา (ความสงสัยในกุศลธรรมทั้งปวง) สีลัพพตปรามาส (การถือศีลและวัตรอย่างงมงาย ไม่สนใจสมาธิและปัญญา) หมดไป
เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระสกทาคาทั้งหยาบและละเอียด ละกิเลสได้เหมือนพระโสดา และทำกามราคะ และปฏิฆะ ให้เบาบางลง
เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอนาคาทั้งหยาบและละเอียด ละสัญโญชน์เบื้องต่ำ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ) ได้โดยเด็ดขาด
เมื่อเข้าถึงกายธรรมอรหัตต์ทั้งหยาบและละเอียด จะสวยงามยิ่งขึ้น เพราะหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง เป็นธรรมกายที่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม (ธาตุหรือธรรมที่สิ้นราคะ) เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา
ธรรมกายมีลักษณะใสเป็นแก้วใสเป็นเพชร กายธรรมนั้นมีลักษณะแตกต่างกับกายในภพเป็นอย่างมาก กล่าวคือ เป็นกายมาตรฐานของมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด สวยงามที่สุด สวยกว่ามนุษย์ เทวดา พรหม และอรูปพรหมทั้งหลาย มีลักษณะเหมือนพระพุทธปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม ใสเหมือนแก้วเหมือนเพชรทั้งองค์ มีชีวิตจิตใจ มีรัศมีสว่างไสว นั่งขัดสมาธิ เข้านิโรธสมาบัติอยู่ ณ ศูนย์กลางกายของเรา หันหน้าออกไปทางเดียวกับเรา กายธรรมมีขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกิเลสหรือสัญโญชน์ที่หลงเหลืออยู่ แต่กายธรรมอรหัตต์ละเอียด ซึ่งหมดกิเลสแล้ว มีหน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา กายธรรมอรหัตต์ละเอียดยิ่งขึ้นก็จะมีขนาดใหญ่โตยิ่งขึ้นจนกะประมาณมิได้