
ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๖๔
คุณพ่อของคุณยาย เสียชีวิตลง ในขณะที่คุณยายกำลังดูแลในนา เมื่อคุณยายกลับมาถึงบ้าน ทราบข่าวแล้ว จึงเสียใจมาก เนื่องจากยังไม่ได้ขอขมาพ่อก่อนท่านตาย ในขณะนั้นคุณยายอายุได้เพียง ๑๒ ปี

ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๗๐
เมื่อคุณยายอายุได้ ๑๘ ปี มีข่าวร่ำลือว่า หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สามารถสอนคนให้เข้าถึงธรรมกายได้ และเมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ก็สามารถไปนรก สวรรค์ ไปนิพพานได้ ไปพบพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติมิตรที่ตายไปแล้วก็ได้ คุณยายจึงคาดหวังว่า จะต้องไปพบหลวงปู่วัดปากน้ำให้ได้ จากนั้นจึงได้เริ่มถือศีล ๕ เป็นปกติ และรอคอยจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร
ปี พ.ศ. ๒๔๗๘
เมื่อคุณยายอายุได้ ๒๖ ปี จึงตัดสินใจลาแม่และพี่น้อง เพื่อจะหาหนทางไปพบหลวงปู่วัดปากน้ำ โดยมอบทรัพย์สมบัติ อันได้แก่ที่ดินที่เป็นส่วนของท่านให้กับพระน้องชายซึ่งพิการ และแก้วแหวนเงินทองทั้งหมดให้กับพี่น้อง หลังจากคุณยายมาอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯ แล้ว ได้สืบทราบว่า ที่บ้านคุณนายเลี้ยบ สิกาญจนานันท์ เศรษฐีย่านสะพานหัน เป็นอุปัฏฐากสำคัญที่ไปทำบุญที่วัดปากน้ำกันเป็นประจำ จึงไปสมัครเป็นคนรับใช้ที่บ้านหลังนี้
ในช่วงเวลาที่คุณยายมาอยู่บ้านคุณนายเลี้ยบนั้น คุณนายเลี้ยบได้เชิญคุณยายทองสุก สำแดงปั้น มาสอนธรรมะที่บ้าน คุณยายจึงหาโอกาสเข้าไปปฏิบัติรับใช้คุณยายทองสุกอย่างดี จนคุณยายทองสุกรู้สึกเอ็นดู และขออนุญาตเจ้าของบ้านให้คุณยายได้เรียนธรรมปฏิบัติด้วย ดังนั้นทุกๆ วันคุณยายจะรีบทำงานบ้านให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เพื่อหาโอกาสไปนั่งปฏิบัติธรรม
คุณยายปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจจริง จนได้เข้าถึงธรรมกาย และเมื่ออาศัยพระธรรมกายเดินฌาณสมาบัติจนชำนาญแล้ว คุณยายทองสุกจึงสอนให้คุณยายไปหาพ่อด้วยการใช้วิชชาธรรมกาย คุณยายได้เอาบุญที่เข้าถึงธรรมกายช่วยพ่อให้พ้นจากนรก และได้มีโอกาสขอขมาพ่อในคราวนั้น
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑
คุณยายขออนุญาตคุณนายเลี้ยบมาปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ เมื่อได้พบหลวงปู่วัดปากน้ำครั้งแรก หลวงปู่ท่านก็ทักขึ้นว่า “มึงมันมาช้าไป” ที่ท่านทักอย่างนี้ก็เพราะท่านรอคอยมานานแล้วว่า ผู้ที่มีพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายชั้นสูงได้นั้น เมื่อไรจะมาสักที แล้วหลวงปู่วัดปากน้ำก็ส่งคุณยายเข้าโรงงานทำวิชชา (ห้องปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง) ทันที
ประมาณ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๔
การนั่งปฏิบัติธรรมศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูงในสมัยสงครามโลกนั้น จะนั่งติดต่อกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นผลัดละ ๖ ชั่วโมง ด้วยความตั้งใจจริงของคุณยาย ทำให้ท่านศึกษาวิชชาธรรมกายได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่ง และได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าผลัด ท่านทำหน้าที่ด้วยความเพียรยิ่งกว่าใคร ถึงแม้จะหมดหน้าที่ในผลัดของตนแล้ว ท่านก็ยังนั่งร่วมกับผลัดต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อรอรับความรู้ที่หลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะถ่ายทอดให้หัวหน้าผลัดคนใหม่ แล้วจึงไปพัก เป็นเช่นนี้สม่ำเสมอ ญาณทัสสนะของท่านจึงแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งนัก ดังนั้นไม่ว่าหลวงปู่วัดปากน้ำท่านจะสั่งอะไรก็ตาม คุณยายก็สามารถทำได้ตามนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อหลวงปู่วัดปากน้ำท่านเห็นดังนี้ จึงได้รำพึงขึ้นมาในท่ามกลางกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกันนั้นว่า “ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง”
ปี พ.ศ. ๒๔๙๗
หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้เรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด เพื่อประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า อีก ๕ ปี ท่านจะมรณภาพ และให้ลูกศิษย์ช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก เพราะสำคัญและมีประโยชน์มาก วิชชานี้สามารถช่วยคนทั้งโลกได้
ปี พ.ศ. ๒๕๐๒
หลวงปู่วัดปากน้ำมรณภาพลง เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ หลังจากนั้นบรรดาลูกศิษย์นักปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายชั้นสูงทั้งหลายต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ส่วนคุณยายยังคงอาศัยอยู่กับคุณยายทองสุกที่บ้าน ๓ ชั้น ในวัดปากน้ำ ปฏิบัติกิจภาวนา และช่วยปรนนิบัติดูแลคุณยายทองสุกเช่นเดิม
ปี พ.ศ. ๒๕๐๓
คุณยายทองสุกล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งมดลูกระยะสุดท้าย ซึ่งในสมัยนั้นนอกจากจะไม่มียาดีที่รักษาให้หายแล้ว ยังมีกลิ่นเหม็นรุนแรงเป็นที่น่ารังเกียจ แต่คุณยายไม่เคยรู้สึกหรือแสดงท่าทีรังเกียจคุณยายทองสุกเลยแม้สักครั้ง กลับขยันหมั่นทำความสะอาด เช็ดถูตัว ซักเสื้อผ้าให้คุณยายทองสุกเสียจนสะอาดสะอ้าน นำน้ำอบไทยมาพรมดับกลิ่นให้ เพื่อที่ว่าในเวลาที่ลูกศิษย์ของคุณยายทองสุกที่มีอยู่ทั่วประเทศมาเยี่ยม จะได้ไม่มีกลิ่นอันอาจเป็นเหตุให้ศิษย์เหล่านั้นรังเกียจ คุณยายดูแลปรนนิบัติคุณยายทอกสุกอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งคุณยายทองสุกสิ้นชีวิต
ปี พ.ศ. ๒๕๐๖
คุณยายระลึกถึงคำสั่งของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ให้เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก ทำให้คุณยายต้องแสวงหาและรอคอยผู้ที่จะมาทำหน้าที่สืบทอดและเผยแผ่วิชชาธรรมกายตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำท่านสั่งไว้ จนกระทั่งปี ๒๕๐๖ คุณยายจึงได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สนใจมาขอเรียนธรรมปฏิบัติ และมีผลการปฏิบัติธรรมดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว เด็กหนุ่มผู้นั้นปัจจุบันก็คือ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย)
ปี พ.ศ. ๒๕๐๙
นายเผด็จ ผ่องสวัสดิ์ ปัจจุบันคือพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) ได้พบกับหลวงพ่อธัมมชโย ครั้งแรกเมื่อวันลอยกระทงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๙ การพบกันครั้งนั้น ทำให้หลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่งสนใจในเรื่องนรก สวรรค์ อยู่แล้ว อยากจะไปพบคุณยาย หลวงพ่อธัมมชโยต้องอบรมหลวงพ่อทัตตชีโวอยู่นานถึง ๓ เดือน จึงได้พาไปพบคุณยาย จากนั้นคุณยายก็รับหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นศิษย์อีกคนหนึ่ง และได้ชักชวนเพื่อนนิสิตทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง มาปฏิบัติธรรมกับคุณยายเป็นจำนวนมาก

ปี พ.ศ. ๒๕๑๐
หลังจากนั้นไม่นาน มีคนมานั่งสมาธิกับคุณยายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะวันอาทิตย์ต้นเดือน มีคนมานั่งสมาธิกันเต็มบ้าน บรรดาศิษยานุศิษย์จึงหารือกันเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้คุณยาย และรวบรวมเงินกันสร้างเป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น อยู่ภายในบริเวณวัดปากน้ำทางด้านเหนือ ซึ่งพระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อเล็ก) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในขณะนั้น เมตตาตั้งชื่อให้ว่า “บ้านธรรมประสิทธิ์”
ปี พ.ศ. ๒๕๑๑
บ้านธรรมประสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันอาทิตย์ต้นเดือน มีคนมาปฏิบัติธรรมกันจนเต็มบ้าน ตั้งแต่ชั้นบนเรื่อยลงมาถึงบันได ชั้นล่างเรื่อยไปจนถึงสนามหญ้าหน้าบ้านตลอดจนทางเดินไปถึงประตูรั้ว ทั่วบริเวณเนื่องแน่นไปด้วยผู้คนที่มาปฏิบัติธรรม ด้วยเหตุนี้ประกอบกับความตั้งใจจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำได้มอบหมายไว้ คุณยายจึงมีดำริที่จะสร้างวัดขึ้น ต่อจากนั้นไม่นาน คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี ได้ยกที่ดิน ๑๙๖ ไร่ ๙ ตารางวา ณ ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ให้เป็นที่สร้างวัด
ปี พ.ศ. ๒๕๑๒
เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๑๒ หลวงพ่อธัมมชโยเรียนจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณยายเห็นว่าท่านมีความรู้ทางโลกอย่างที่กำหนดไว้แล้ว และควรที่จะมีความรู้ทางธรรมทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ จึงปรึกษาหารือกันว่า ควรจะบวชในพรรษานี้ เมื่อหลวงพ่อตกลงใจ ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ หลวงพ่อธัมมชโยจึงได้บวช ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีฉายาว่า “ธัมมชโย” แปลว่า “ผู้มีชัยชนะด้วยธรรมกาย”
๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓
คุณยายมอบหมายให้หลวงพ่อทัตตชีโวไปดูแลรักษาที่ดิน ๑๙๖ ไร่ และดูแลการก่อสร้างวัด ส่วนหลวงพ่อธัมมชโยกับคุณยายทำหน้าที่บอกบุญสร้างวัด และสอนธรรมปฏิบัติอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ กองทุนเริ่มต้นในการสร้างวัดตอนนั้นมีเพียง ๓,๒๐๐ บาท
๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔
ในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงพ่อทัตตชีโวได้ตั้งสัจจะประพฤติพรหมจรรย์ ภายหลังการตั้งสัจจะแล้วท่านก็ยังคร่ำเคร่งอยู่กับการสร้างวัด โดยไม่คำนึงถึงเรื่องบวช คุณยายท่านเป็นห่วงจึงเรียกมาตักเตือนและกำหนดให้บวช ท่านจึงได้บวชที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และเมื่อบวชได้เพียงสัปดาห์เดียว คุณยายก็เริ่มฝึกให้ท่านเทศน์
ปี พ.ศ. ๒๕๑๕
หลวงพ่อธัมมชโยมีดำริที่จะอบรมสั่งสอนธรรมะทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ทั้งนี้เพื่อมุ่งพัฒนาจิตใจอันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เจริญก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้คุณยายก็ยังมุ่งหวังว่า บุคคลกลุ่มนี้จะเป็นกำลังในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ตามที่คุณยายได้รับปากหลวงปู่วัดปากน้ำไว้ ดังนั้นโครงการอบรมธรรมทายาท และอุปสมบทหมู่ จึงเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ มีนิสิตนักศึกษาเข้าอบรมทั้งสิ้น ๖๐ คน ท่ามกลางคูน้ำและคันดินที่เพิ่งถูกพลิกฟื้นขึ้นมา โดยยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ แม้แต่โรงทานหรือ ศาลาปฏิบัติธรรม
ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ – ๒๕๑๖
คุณยายอาศัยอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพ่อธัมมชโยอยู่ที่วัดปากน้ำ วันธรรมดาจะสอนปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วันเสาร์อาทิตย์จะไปช่วยดูแลการสร้างวัดในที่ดิน ๑๙๖ ไร่ ตอนนั้นยังไม่เป็นวัด เรียกชื่อเป็น ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม
ปี พ.ศ. ๒๕๑๖
หลังจากออกพรรษา พระภิกษุลูกศิษย์ของคุณยาย เฉพาะที่ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างวัด ได้ย้ายจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เป็นการถาวร คุณยายยังคงอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ คอยเก็บรวบรวมเสบียงส่งมาให้
ปี พ.ศ. ๒๕๑๘
การดำเนินการสร้างวัดได้เสร็จสิ้นไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ คือมีศาลาสำหรับปฏิบัติธรรมและมีกุฏิให้อยู่กันได้แล้ว หลวงพ่อธัมมชโยและคุณยายจึงย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมด้วย คุณยายได้ตั้งกฎระเบียบภายในวัดด้วยตนเองทั้งหมด โดยนำประสบการณ์ในสมัยที่ท่านอยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำมาใช้ และเนื่องจากวัดยังเพิ่งจะสร้างใหม่ๆ คุณยายท่านจึงให้ข้อคิดว่า พระเพิ่งบวชใหม่ การที่จะเทศน์อะไรให้ลึกซึ้ง คงยังทำกันไม่ได้ ที่พอจะทำได้คือเป็นต้นแบบดีๆ ให้ญาติโยมดู แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม ยายบอกว่า ให้จัดทุกอย่างในวัดให้เป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการวางรองเท้า ไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว ถังขยะ ทุกอย่างในชีวิตประจำวันจัดให้เรียบร้อย ซึ่งนอกจากจะทำให้ใจเราเองสงบแล้ว แม้ญาติโยมมาวัดไม่ได้ฟังเทศน์ แต่ได้พบเห็นสิ่งเหล่านี้เขาก็จะได้เห็นแบบอย่างที่ดีและได้ความสบายใจกลับไป
ปี พ.ศ. ๒๕๒๔
ได้มีการเปลี่ยนชื่อจาก “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” มาเป็น “วัดพระธรรมกาย”
ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๘
เมื่อมีคนมาปฏิบัติธรรมมากจนพื้นที่วัด ๑๙๖ ไร่ ไม่เพียงพอที่จะรองรับ มูลนิธิธรรมกายจึงได้ซื้อที่ดินเนื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่ เศษ จากกองมรดกของ ม.ร.ว.สุวพันธ์ สนิทวงศ์ เพื่อจัดสร้างเป็นศูนย์กลางแห่งการปฏิบัติธรรม

ปี พ.ศ. ๒๕๓๑
คุณยายเป็นประธานกฐินสามัคคีของวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรกในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑
ปี พ.ศ. ๒๕๓๗
หลวงพ่อธัมมชโย คุณยาย และคณะศิษยานุศิษย์ พร้อมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการหล่อรูปเหมือนหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก ๑ ตัน ในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยมีพระธรรมปัญญาบดี (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ในปัจจุบัน) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นประธานสงฆ์ประกอบพิธีเททอง
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๒
หลวงพ่อธัมมชโย คุณยาย และคณะศิษยานุศิษย์ เริ่มสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จนกระทั่งวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ การประดิษฐานองค์พระธรรมกายภายนอกของมหาธรรมกายเจดีย์จึงเสร็จสมบูรณ์

ปี ๒๕๔๑
หลวงพ่อธัมมชโย และคณะศิษยานุศิษย์ พร้อมใจกันหล่อรูปเหมือนคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ด้วยทองคำบริสุทธิ์ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๑
ปี ๒๕๔๑ – ๒๕๔๓
สุขภาพของคุณยายอ่อนแอลง และต้องการพักผ่อนมากขึ้น คุณยายจึงไม่สามารถออกมาต้อนรับและสอนศิษยานุศิษย์ได้ แต่กระนั้นท่านก็ยังออกมาดูความก้าวหน้าในการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์อยู่เป็นประจำ
ปี ๒๕๔๓
คุณยายละสังขารด้วยโรคชรา ตอนเช้ามืดของวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ณ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กรุงเทพฯ


